วันที่ 23 มิถุนายน 2564 นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ให้เกียรติร่วมเป็นวิทยากรเสวนาหัวข้อ “ลงทุนไทย เคลื่อนประเทศไทย” ร่วมกับนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยในช่วงแรกได้รับเกียรติจาก นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานกล่าวเปิดงานและปาฐกถาพิเศษ ภายใต้ชื่องาน “Empowering Thailand 2021 เคลื่อนอนาคตไทยด้วยการลงทุน” ณ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน)

 

โดยประธาน ส.อ.ท. และ ประธานสภาหอการค้าฯ ได้ร่วมพูดคุยในประเด็นต่างๆ อาทิ การประกาศเป้าหมายของรัฐบาลที่จะเปิดประเทศภายใน 120 วัน เป็นการสร้างความเชื่อมั่นที่มากขึ้นให้กับภาคธุรกิจและประชาชน เชื่อว่าจะเป็นปัจจัยฟื้นความเชื่อมั่น-หนุนการบริโภคให้ฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลัง และถึงแม้ว่าการเปิดประเทศจะทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาฟื้นตัวได้ แต่ขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงจากการติดเชื้อที่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้น แผนการบริหารจัดการและฉีดวัคซีนให้กับคนประเทศจะต้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพควบคู่ไปกับการควบคุมสถานการณ์การระบาดให้อยู่ในวงจำกัด

 

สำหรับความคาดหวังว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้ กกร. มีมุมมองว่าจะขยายตัวในกรอบ 0.5% ถึง 2.0% ขณะที่ การส่งออก จะขยายตัว 5.0% ถึง 7.0% โดยปัจจัยที่จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้นั้น ได้แก่ ความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการกระจายและฉีดวัคซีน รวมทั้งการบริหารจัดการมาตรการควบคุมโรคอย่างมีประสิทธิภาพป้องกันการกลับมาระบาดรุนแรงในระลอกต่อๆ ไป

 

ในส่วนการผลิตภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบันนั้น ยังคงเผชิญกับความท้าทายจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ระลอกล่าสุด สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนพฤษภาคม 2564 อยู่ที่ระดับ 82.3 ปรับตัวลดลงจากระดับ 84.3 ในเดือนเมษายน ปัจจัยลบจากสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 ยังไม่คลี่คลายและยังเกิดคลัสเตอร์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต ขณะที่การฉีดวัคซีนให้กับประชาชนยังมีความล่าช้า ขณะที่ผู้ประกอบการยังเผชิญกับปัญหาต้นทุนประกอบการปรับตัวสูงขึ้น ส่วนผู้ประกอบการ SMEs ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินและขาดเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ

 

ส.อ.ท. ได้ร่วมกับภาครัฐจัดตั้งกองทุนนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรม โดยรูปแบบของกองทุนฯ นี้ จะเป็นการร่วมลงเงินทุนระหว่างรัฐและเอกชน ซึ่งภาคเอกชนรายใหญ่จะเป็นผู้สมทบทุน 1 ส่วน และรัฐจะสมทบทุนอีก 1 ส่วน แต่ไม่เกิน 1 พันล้านบาท ภายใน 3 ปี เช่น เอกชนลงเงินเข้ากองทุนฯ 500 ล้านบาท รัฐก็ลงเงินอีก 500 ล้านบาท เป็นต้น แต่คาดว่าภายในปีแรกเอกชนน่าจะลงเงินทุนมากกว่า 1 พันล้านบาท รวมแล้วกองทุนนี้จะมีเงินไม่ต่ำกว่า 2 พันล้านบาท และภาคเอกชนจะสมทบทุนเข้ามาอย่างต่อเนื่องในทุก ๆ ปี ซึ่ง ส.อ.ท. คาดว่าเงินทุน 2 พันล้านบาทในช่วงแรกจะสามารถช่วยเอสเอ็มอีได้ 500–1,000 ราย และเกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 5 เท่า

 

โครงการลงทุนพื้นฐานทางด้านคมนาคมที่กำลังดำเนินการอยู่ของภาครัฐนั้น สอดคล้องกับการเตรียมความพร้อมในอนาคตเพื่อที่จะดึงดูดนักธุรกิจ นักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย โดยมีจุดเด่นด้านความเชื่อมโยงโครงข่ายระบบการขนส่งทั้งทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยในระดับสากล ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมและระบบโลจิสติกส์เพื่อการรองรับการเดินทางของประชาชน ส่วนการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัลนั้น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลย่อมมีความสำคัญ หากภาครัฐเพิ่มสัดส่วนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลให้มากขึ้น เพื่อรองรับแนวทางการพัฒนาประเทศในอนาคต ย่อมทำให้ประเทศไทยมีโครงสร้างที่เหมาะสมกับการเปลี่ยนสู่โลกยุคใหม่ เช่น Digital Payment, Digital Documents, E-Tax Invoice, Platform ที่ช่วยรับคำขออนุญาตเพื่ออำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจ, ศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐภาคเอกชน, ศูนย์ปฏิบัติการและทดสอบ เป็นต้น