สวัสดีคุณผู้อ่านคอลัมน์ Think Forward ทุกท่านครับ เวลานี้ปลายเดือนมิถุนายนแล้ว เจ้าเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ก็ยังระบาดอย่างหนักในไทย ตัวเลขพุ่งระดับ 3,000-4,000 คน เสียชีวิตก็ยังสูง แต่คนไทยอย่าเพิ่งหมดหวังนะครับ เราจะผ่านพ้นไปได้แน่นอน

เดือนนี้มีหลายเหตุการณ์ที่สร้างความหวังในการต่อสู้กับโควิด-19 ทั้งการปูพรมฉีดวัคซีนตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายนเป็นต้นมา เป้าหมายคนไทยได้รับวัคซีน 100 ล้านโดสภายในปีนี้ นอกจากนี้ ท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังประกาศเปิดประเทศภายใน 120 วัน ถือเป็นไทม์ไลน์ที่ท้าทาย สร้างความหวังให้กับเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวภายในปลายปีนี้

ขณะที่ ส.อ.ท. ก็ได้รับข่าวดีเมื่อวัคซีนทางเลือกยี่ห้อซิโนฟาร์ม ที่ผู้ประกอบการสั่งซื้อผ่านราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จะได้รับการส่งมอบตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายนนี้ เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมนำไปฉีดให้กับแรงงานของตนเอง รักษาธุรกิจให้เดินหน้าต่อไป สร้างความเชื่อมั่นต่อลูกค้า โดยเฉพาะผู้ผลิตเพื่อการส่งออก ยังส่งผลดีต่อการส่งออกของไทยที่เป็นความหวังในการเติบโตของเศรษฐกิจปีนี้

ผมอยากสะท้อนมุมมองการเปิดประเทศของนายกรัฐมนตรีว่า เป็นเรื่องที่ถูกต้องและจำเป็นอย่างมากครับ เพราะเวลานี้ประเทศไทยมีหนี้ครัวเรือนประมาณ 90% สูงสุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ ขณะที่มาตรการรัฐที่ออกมา อาทิ คนละครึ่ง พบว่า คนไทยเข้ารวมโครงการคนละครึ่งประมาณ 30 ล้านคน และคนไทยถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน ประมาณ 13-14 ล้านใบ คิดเป็นประชากรประมาณ 20% สถานการณ์นี้เกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 หากไม่เปิดประเทศ หนี้ครัวเรือนจะสูงขึ้นเรื่อยๆ และมีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะต้องเดินหน้ามาตรการคนละครึ่งเฟส 4 เฟส 5 เฟส 6 เฟส 7 และอีกจำนวนมาก ธุรกิจเดินหน้าไม่ได้เลย

 

อย่างไรก็ตาม ระหว่างการเดินหน้าเปิดประเทศ ผมคิดว่าการแพร่ระบาดต่างๆ ยังคงมีอยู่ แต่เชื่อว่าระบบสาธารณสุข แพทย์ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีความพร้อม รับมือได้ ภายใต้มาตรการรัฐที่ต้องเข้มงวดในการควบคุมสถานการณ์ ขณะเดียวกันภาครัฐเองต้องเร่งการฉีดวัคซีนตามเป้าหมาย เพราะวัคซีนคือปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนให้การเปิดประเทศสำเร็จ อยากให้คนไทยมั่นใจ และร่วมมือกัน

บางคนอาจยังกังวล แต่ในความเห็นผม การเปิดประเทศ เราไม่ได้เปิดรับโรคแต่เปิดรับเศรษฐกิจเข้ามา ยกตัวอย่างพื้นที่นำร่องจังหวัดภูเก็ต ที่เตรียมนำร่องเปิดประเทศ วันที่ 1 กรกฎาคม ล่าสุดฉีดวัคซีนแล้ว 60% เมื่อเปิดเมืองอาจจะเหมือนกับมัลดีฟที่ฉีด 60% เช่นกัน และเปิดเมือง ทำให้การท่องเที่ยวฟื้น โรงแรมที่พักคึกคัก ธุรกิจไทยที่ไปลงทุนดีใจ หรือกรณีอังกฤษ สหรัฐอเมริกา ต่างฉีดแล้ว 50% ก็เปิดประเทศเช่นกัน ดังนั้นต้องอยู่ที่การบริหารจัดการของรัฐบาล และต้องไม่ประมาท

ผมเชื่อว่า หากไทยฉีดวัคซีนตามเป้าหมาย มีการเปิดประเทศ เราจะได้นักท่องเที่ยวคุณภาพ กำลังซื้อสูง อีกด้านหนึ่งคนไทยเองก็สามารถกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ทำให้เศรษฐกิจไทยเข้มแข็งได้อีกทางหนึ่ง เห็นได้จากช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คนไทยเดินทางท่องเที่ยว จองห้องพักกันอย่างคึกคัก อัตราการจองห้องพักขยายตัว 20-30% เศรษฐกิจก็เดินไปได้ ก่อนจะชะงักลงจากการแพร่ระบาดของโควิดรอบ3 ดังนั้นภาครัฐต้องคุมสถานการณ์ ทำให้การแพร่ระบาดลดลง เร่งฉีดวัคซีน เพื่อเดินหน้าเปิดประเทศให้สำเร็จ

ในระหว่างเดินหน้าเปิดประเทศ ผมอยากฝากให้ภาครัฐเร่งดูแลธุรกิจเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวกับการบริการ ท่องเที่ยว เอสเอ็มอีจำนวนมากต้องปิดกิจการ ตายกันหมด ควรออกนโยบายยกเลิกการพิจารณาจากเครดิตบูโรชั่วคราว เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์กล้าปล่อยสินเชื่อ

โดย ส.อ.ท. จะเข้ามาช่วยเหลือเอสเอ็มอีเช่นกัน ภายใต้นโยบาย Service Organization ของผมที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 ช่วงแรกเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา นโยบายนี้ทีมงาน ส.อ.ท. จะช่วยประสานหน่วยงานรัฐเพื่อแก้ปัญหาให้เอสเอ็มอีที่กำลังเดือดร้อนในด้านต่างๆ อาทิ ไฟแนนซ์ มาร์เก็ตติ้ง ผลักดันอี-คอมเมิร์ซ สนับสนุนโครงการเมดอินไทยแลนด์ที่ผลิตสินค้าโดยคนไทยให้เข้าถึงการจัดซื้ดจัดจ้างของภาครัฐ เพื่อช่วยผู้ผลิตไทย

 

นอกจากนี้ จะสนับสนุนให้เอสเอ็มอีเข้าถึงนวัตกรรม ปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดตั้งกองทุนนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรม กองทุนนี้ไม่ใช้เงินรัฐ เงินจะมาจากการสนับสนุนจากเอกชน และเอกชนสามารถนำเงินสนับสนุนกองทุนฯไปลดหย่อนภาษีได้ 3 เท่า ถ้ากองทุนนี้สำเร็จจะช่วยพัฒนาเอสเอ็มอีไทยให้มีศักยภาพโดยมีนวัตกรรมเป็นตัวนำ

ทั้งหมดนี้ ผมเชื่อว่าจะทำให้คนไทย เศรษฐกิจไทย ประเทศไทย กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง อาจจะไม่เหมือนก่อนเกิดโควิด-19 เพราะทุกคนเรียนรู้ ปรับการใช้ชีวิต ปรับการทำงาน ทุกอย่างเปลี่ยนไป ผมมั่นใจว่าประเทศไทยจะแข็งแรงกว่าเดิมแน่นอนครับ ย้ำอีกครั้งอย่าเพิ่งท้อ พวกเรามาร่วมมือกันครับ!! หากท่านผู้อ่านหรือนักธุรกิจท่านใดอยากทราบข้อมูลด้านอุตสาหกรรมเพิ่มเติม สามารถแอดไลน์ของสภาอุตสาหกรรมฯ ได้ที่ @ftithailand หรือทักเข้ามาได้ที่ เฟซบุ๊กของผมตามลิงก์นี้ครับ www.facebook.com/ftichairman

-*-*-*-*-*-*-