สวัสดีคุณผู้อ่านคอลัมน์ Think Forward ทุกท่านครับ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 นี้ ประเทศไทยจะเดินหน้าเปิดประเทศอย่างเป็นทางการ พร้อมต้อนรับชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยว         นักลงทุน และผู้ที่เดินทางมาทำกิจกรรมต่างๆ จาก 46 ประเทศที่มีความเสี่ยงโควิด-19 ต่ำ ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของประเทศไทย เป็นความหวังที่กิจกรรมเศรษฐกิจจะกลับมา โดยเฉพาะธุรกิจภาคท่องเที่ยวที่มีแรงงานหลายล้านคน รวมทั้งธุรกิจอื่น อาทิ ภาคอุตสาหกรรม อันจะส่งผลให้มีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น ซึ่งการเปิดประเทศจะช่วยให้พวกเขามีรายได้ มีความเป็นอยู่ดีขึ้น ก้าวข้ามความทุกข์จากโควิด -19 ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม การเปิดประเทศรับชาวต่างชาติเข้ามาในประเทศไทยนั้น สิ่งที่สำคัญและรัฐบาลต้องคำนึงถึงให้มากที่สุด คือ ความพร้อมของคนไทยเอง ปัจจุบันมีคนไทยจำนวนหนึ่งยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน หรือได้รับวัคซีนแล้วแต่ยังไม่ครบโดส เรื่องนี้ผมอยากฝากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการครับ

ประเด็นต่อมาที่ผมอยากฝากถึง คือ ขั้นตอนปฏิบัติหลังการเปิดประเทศ กฎ กติกา ต่างๆ อยากให้ใช้คำสั่งจากส่วนกลางเป็นหลักและกระจายไปยังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่สีฟ้า 17 จังหวัด ที่ใช้ในการนำร่องเปิดประเทศ เพราะปัจจุบันส่วนกลางให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ที่ผ่านมามีเสียงสะท้อนจากประชาชนถึงแนวทางปฏิบัติที่แตกต่างกันแม้จะเป็นจังหวัดที่มีสีเดียวกันก็ตาม จนสร้างความสับสน เป็นอุปสรรคต่อประชาชน เรื่องนี้ควรแก้ไขครับ

ผมเชื่อว่าเมื่อเปิดประเทศ นอกจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไทยแล้ว จะมีกลุ่มนักลงทุนที่ต้องการเข้ามาประกอบธุรกิจในไทยเช่นกัน และจะใช้โอกาสนี้เดินทางท่องเที่ยวด้วย ดังนั้น กติกาบางอย่างของรัฐบาลที่ยังไม่สะดวกนัก อาทิ การห้ามดื่มแอลกอฮอล์ โดยรัฐบาลจะอนุญาตในวันที่ 1 ธันวาคมนั้น ส่วนตัวอยากให้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน อาจกำหนดพื้นที่เป็นการเฉพาะ อาทิ โรงแรม ร้านอาหารในแหล่งท่องเที่ยว หรือกำหนดเวลาดื่มไม่เกิน 4 ทุ่มในระยะแรก เพราะพฤติกรรมการท่องเที่ยวและการพักผ่อนของชาวต่างชาติมักจะคู่กับการดื่มแอลกอฮอล์เสมอ

ขณะเดียวกัน จากข้อเสนอของผมต่อรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา ที่เสนอให้ดึง “ลิซ่า แบล็กพิงก์” หรือ “คุณลลิษา มโนบาล” มาร่วมโปรโมทการท่องเที่ยวไทยนั้น ส่วนตัวผมเห็นด้วย โดยให้คุณลิซ่ามาช่วยโปรโมทการท่องเที่ยวของไทย อาหารไทย สถานที่สำคัญต่างๆ ของไทย อาจตั้งเป็นทูตสันถวไมตรีเป็นเวลา 1 ปี แนวทางนี้ผมเชื่อว่าจะเกิดผลดีต่อการท่องเที่ยวของประเทศไทยในระยะยาว เพราะศิลปินไทยคนนี้มีแฟนคลับอยู่ทั่วโลก

กลับมาที่ภาคอุตสาหกรรมบ้างครับ อย่างที่เกริ่นไว้ช่วงแรกว่า การเปิดประเทศจะส่งผลดีต่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอย่างแน่นอน เพราะประชาชนจะมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น การบริโภคสินค้าต่างๆจะตามมา อยากให้ผู้ประกอบการติดตามเทรนด์การบริโภค ปรับตัว ใช้โอกาสนี้พัฒนาสินค้าเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ครับ

ควบคู่กันผมอยากให้รัฐบาลยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือพวกเราด้วย โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอีจำนวนมากที่สายป่านสั้น เข้าไม่ถึงโอกาสต่างๆ โดยเฉพาะสินเชื่อจากรัฐบาลที่ตั้งเป้าหมายช่วยเอสเอ็มอี จากการที่ผมได้ประสานกับหลายภาคส่วน ได้พบปัญหาสำคัญ คือ แม้ธนาคารอยากปล่อยกู้ แต่หลักทรัพย์ในการค้ำประกันไม่เพียงพอ

ปัจจุบันรัฐบาลกำหนดให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้าค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอีเพียง 40% เท่านั้น ซึ่งสัดส่วนนี้ไม่เพียงพอ ส.อ.ท. และตัวแทนภาคเอกชนส่วนอื่นๆ รวมทั้งภาคธนาคาร จึงเห็นตรงกันว่าอยากให้รัฐบาลเพิ่มวงเงินค้ำกันดังกล่าวเป็น 70% เรื่องนี้จะช่วยปลดล็อกให้เอสเอ็มอีให้เข้าถึงสินเชื่อได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ขณะที่ธนาคารก็มีความมั่นใจมากขึ้นด้วย

อีกประเด็นที่รัฐบาลไม่ควรลืมเมื่อเดินหน้าเปิดประเทศ คือ การปรับกฎเกณฑ์การดูแลของภาครัฐให้สะดวกขึ้น หรือ อีส ออฟ ดูอิ่ง บิสซิเนส (Ease of Doing Business) เรื่องนี้ไม่เพียงสำคัญต่อภาคธุรกิจ แต่สำคัญต่อทุกภาคส่วนครับ อย่างด้านการลงทุน ส.อ.ท. เรียกร้องมาตลอดให้รัฐบาลมีการสื่อสารของรัฐที่เป็นหนึ่งเดียว คือ วันสต็อปเซอร์วิส เมื่อมีคำถาม ข้อสงสัย ควรมีหน่วยงานที่ช่วยอำนวยความสะดวก ดูแล แก้ปัญหา ประสานหน่วยงานต้นเรื่อง หากประเทศไทยปรับเรื่องนี้ให้ดีขึ้นได้ เชื่อว่าไทยจะมีเสน่ห์ในการลงทุน การประกอบธุรกิจต่างๆ เพิ่มขึ้นแน่นอน

ผมเองสนับสนุนการเปิดประเทศมาตลอดครับ อยากให้คนไทยได้กลับไปใช้ชีวิตปกติ เศรษฐกิจกลับมาขยายตัว แต่ทั้งหมดก็ควรมีมาตรการเหล่านี้ควบคู่ไปด้วยครับ เพื่อให้การตัดสินใจของรัฐบาลครั้งนี้เกิดประโยชน์กับคนไทยมากที่สุด

สุดท้ายนี้ ผมหวังว่าคนไทยทุกคนจะได้รับวัคซีนที่มีคุณภาพ มีปริมาณมากพอ ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง การ์ดไม่ตก เพราะโควิด-19 ยังอยู่กับพวกเราไปอีกนาน ดูแลตัวเองด้วยนะครับ หากท่านผู้อ่านหรือนักธุรกิจท่านใดอยากทราบข้อมูลด้านอุตสาหกรรมเพิ่มเติม สามารถแอดไลน์ของสภาอุตสาหกรรมฯ ได้ที่ @ftithailand หรือทักเข้ามาได้ที่เฟซบุ๊กของผมตามลิงก์นี้ครับ www.facebook.com/ftichairman