เดือนกรกฎาคม 2565 ผลิตรถยนต์ 142,958 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.07
ขาย 64,033 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 22.10 ส่งออก 83,086 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.70
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยจำนวนการผลิต ยอดขายภายในประเทศ และการส่งออกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของประเทศ ในเดือนกรกฎาคม 2565 ดังต่อไปนี้

การผลิต
จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนกรกฎาคม 2565 มีทั้งสิ้น 142,958 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2564 ร้อยละ 16.07 จากการผลิตเพื่อส่งออกและผลิตเพื่อขายในประเทศที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.07 และ 16.07 ตามลำดับ แต่ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2565 ร้อยละ 0.04
จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2565 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,013,069 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2564 ร้อยละ 4.68
รถยนต์นั่ง เดือนกรกฎาคม 2565 ผลิตได้ 45,168 คัน ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2564 ร้อยละ 0.76
ยอดผลิตของรถยนต์นั่ง ตั้งแต่เดือนมกราคม – กรกฎาคม 2565 มีจำนวน 302,100 คัน เท่ากับร้อยละ 29.82 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2564 ร้อยละ 11.79
รถยนต์โดยสารขนาดต่ำกว่า 10 ตัน และมากกว่า 10 ตัน ขึ้นไป ในเดือนกรกฎาคม 2565 ผลิต 0 คัน เท่ากับเดือนกรกฎาคม 2564 แต่ตั้งแต่เดือนมกราคม – กรกฎาคม 2565 ผลิตได้ 2 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2564 ร้อยละ 93.10
รถยนต์บรรทุก เดือนกรกฎาคม 2565 ผลิตได้ทั้งหมด 97,790 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2564 ร้อยละ 25.94 และตั้งแต่เดือนมกราคม – กรกฎาคม 2565 ผลิตได้ทั้งสิ้น 710,967 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2564 ร้อยละ 13.71
รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนกรกฎาคม 2565 ผลิตได้ทั้งหมด 94,310 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2564 ร้อยละ 25.93 และตั้งแต่เดือนมกราคม – กรกฎาคม 2565 ผลิตได้ทั้งสิ้น 687,719 คัน เท่ากับร้อยละ 67.88ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2564 ร้อยละ 13.33 โดยแบ่งเป็น

•รถกระบะบรรทุก 181,231 คัน พิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2564 ร้อยละ 21.15
•รถกระบะดับเบิลแค็บ 426,878 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2564 ร้อยละ 12.48
•รถกระบะ PPV 79,610 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2564 ร้อยละ 2.46

รถบรรทุกขนาดต่ำกว่า 5 ตัน – มากกว่า 10 ตัน เดือนกรกฎาคม 2565 ผลิตได้ 3,480 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2564 ร้อยละ 26.13 รวมเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2565 ผลิตได้ 23,248 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2564 ร้อยละ 26.13

ผลิตเพื่อส่งออก
เดือนกรกฎาคม 2565 ผลิตได้ 71,387 คัน เท่ากับร้อยละ 49.94 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2564 ร้อยละ 2.07 ส่วนเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2565 ผลิตเพื่อส่งออกได้ 513,965 คัน เท่ากับร้อยละ 50.73 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากปี 2564 ระยะเวลาเดียวกัน ร้อยละ 7.59
รถยนต์นั่ง เดือนกรกฎาคม 2565 ผลิตเพื่อการส่งออก 13,711 คัน ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2564 ร้อยละ 32.79 และตั้งแต่เดือนมกราคม – กรกฎาคม 2565 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น 96,529 คัน เท่ากับร้อยละ 31.95 ของยอดผลิตรถยนต์นั่ง ซึ่งลดลงจากเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2564 ร้อยละ 41.18
รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนกรกฎาคม 2565 มียอดการผลิตเพื่อการส่งออก 57,676 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2564 ร้อยละ 16.43 และตั้งแต่เดือนมกราคม – กรกฎาคม 2565 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น 417,436 คัน เท่ากับร้อยละ 60.70 ของยอดการผลิตรถกระบะ เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2564 ร้อยละ 6.47 โดยแบ่งเป็น

•รถกระบะบรรทุก 51,532 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2564 ร้อยละ 9.08
•รถกระบะดับเบิลแค็บ 320,264 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2564 ร้อยละ 6.74
•รถกระบะ PPV 45,640 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2564 ร้อยละ 1.92

ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ
เดือนกรกฎาคม 2565 ผลิตได้ 71,571 คัน เท่ากับร้อยละ 50.06 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2564 ร้อยละ 34.47 และเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2565 ผลิตได้ 499,104 คัน เท่ากับร้อยละ 49.27 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2564 ร้อยละ 21.26
รถยนต์นั่ง เดือนกรกฎาคม 2565 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 31,457 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2564 ร้อยละ 25.26 ยอดผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศของรถยนต์นั่ง ตั้งแต่เดือนมกราคม – กรกฎาคม 2565 ผลิตได้ 205,571 คัน เท่ากับร้อยละ 68.05 ของยอดการผลิตรถยนต์นั่ง โดยเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2564 แล้ว เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.24
รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนกรกฎาคม 2565 มียอดการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 36,634 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2564 ร้อยละ 44.51 และตั้งแต่เดือนมกราคม – กรกฎาคม 2565 ผลิตได้ทั้งสิ้น 270,283 คัน เท่ากับร้อยละ 39.30 ของยอดการผลิตรถกระบะ เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2564 ร้อยละ 25.87 ซึ่งแบ่งเป็น

•รถกระบะบรรทุก 129,699 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2564 ร้อยละ 26.72
•รถกระบะดับเบิลแค็บ 106,614 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2564 ร้อยละ 34.16
•รถกระบะ PPV 33,970 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2564 ร้อยละ 3.19

 

รถจักรยานยนต์
เดือนกรกฎาคม 2565 ผลิตรถจักรยานยนต์ได้ทั้งสิ้น 211,742 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2564 ร้อยละ 61.74 แยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 153,170 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ร้อยละ 83.02 จากการเร่งการผลิตเพื่อส่งมอบให้ลูกค้าที่รอส่งมอบจำนวนมาก จากเศรษฐกิจของประเทศที่ดีขึ้นตามปัจจัยต่างๆ ที่ระบุในยอดขายรถยนต์ที่เติบโตถึงร้อยละ 22.10 และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 58,572 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ร้อยละ 24.02
ยอดการผลิตรถจักรยานยนต์เดือนมกราคม – กรกฎาคม 2565 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,457,082 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ร้อยละ 4.67 แยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 1,087,625 คัน ลดลงจากปี 2564 ร้อยละ0.13 แต่ชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 369,457 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ร้อยละ 21.90
ยอดขาย
ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนกรกฎาคม 2565 มีจำนวนทั้งสิ้น 64,033 คัน ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2565 ร้อยละ 5.77 แต่เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว ร้อยละ 22.10 เพราะรัฐบาลผ่อนคลายให้นักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างประเทศเข้าประเทศสะดวกขึ้น มีนักท่องเที่ยวและนักลงทุนเดินทางเข้าประเทศกว่าสามล้านคน รวมทั้งการส่งออกที่ยังคงเติบโต การประกันรายได้เกษตรกร การกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ เช่น เราเที่ยวด้วยกัน เป็นต้น
ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 133,815 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2564 ร้อยละ 15.73 และลดลงจากเดือนมิถุนายน 2565 ร้อยละ 23.22
ตั้งแต่เดือนมกราคม – กรกฎาคม 2565 รถยนต์มียอดขาย 491,329 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ในระยะเวลาเดียวกันร้อยละ 15.43 ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 1,040,440 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2564 ร้อยละ 5.32

การส่งออก
รถยนต์สำเร็จรูป
เดือนกรกฎาคม 2565 ส่งออกได้ 83,086 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนที่แล้ว ร้อยละ 12.45 และเพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2564 ร้อยละ 17.70 เพิ่มขึ้นจากการส่งออกรถกระบะและรถยนต์นั่ง จึงส่งออกเพิ่มขึ้นทุกตลาดยกเว้นตลาดเอเชียที่ส่งออกลดลง เพราะผลิตรถ PPV ส่งออกลดลง มูลค่าการส่งออก 51,987.15 ล้านบาท ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2564 ร้อยละ 19.70 โดยเครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่ มีมูลค่า ดังนี้
•เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 3,903.83 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2564 ร้อยละ 40.23
•ชิ้นส่วนรถยนต์อื่นๆ มีมูลค่าการส่งออก 15,635.30 ล้านบาท ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2564 ร้อยละ 8.43
•อะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 2,685.54 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2564 ร้อยละ 20.79
รวมมูลค่าส่งออกรถยนต์เดือนกรกฎาคม 2565 เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่ มีมูลค่า 74,211.81 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2564 ร้อยละ 13.28
เดือนมกราคม – กรกฎาคม 2565 ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 532,730 คัน โดยลดลงจากปี 2564 ในระยะเวลาเดียวกัน ร้อยละ 2.09 และมีมูลค่าการส่งออก 318,641.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2564 ร้อยละ 1.43
•เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 25,182.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2564 ร้อยละ 17.04
•ชิ้นส่วนรถยนต์อื่นๆ มีมูลค่าการส่งออก 120,377.76 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2564 ร้อยละ 0.54
•อะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 15,779.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2564 ร้อยละ 11.68
รวมมูลค่าส่งออกรถยนต์เดือนมกราคม – กรกฎาคม 2565 เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่ มีมูลค่า 479,981.36 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2564 ร้อยละ 2.23

รถจักรยานยนต์
เดือนกรกฎาคม 2565 มีจำนวนส่งออก 80,603 คัน (รวม CBU + CKD) โดยลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2564 ร้อยละ 7.43 แต่เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2565 ร้อยละ 1.68 โดยมีมูลค่า 4,385.65 ล้านบาท ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2564 ร้อยละ 30.58
•ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 301.93 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2564 ร้อยละ 30.16
•อะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 214.14 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2564 ร้อยละ 4.32

รวมมูลค่าการส่งออกรถจักรยานยนต์ เดือนกรกฎาคม 2565 ชิ้นส่วนและอะไหล่รถจักรยานยนต์ 4,901.72 ล้านบาท ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2564 ร้อยละ 27.44

เดือนมกราคม – กรกฎาคม 2565 รถจักรยานยนต์ มีจำนวนส่งออก 582,056 คัน (รวม CBU + CKD) เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ร้อยละ 1.37 โดยมีมูลค่า 38,371.47 ล้านบาท ลดลงจากปี 2564 ร้อยละ 20.15

•ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 1,356.10 ล้านบาท ลดลงจากปี 2564 ร้อยละ 6.82
•อะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 1,431.89 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ร้อยละ 25.46

รวมมูลค่าการส่งออกรถจักรยานยนต์เดือนมกราคม – กรกฎาคม 2565 ชิ้นส่วนและอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 41,159.46 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2564 ร้อยละ 18.74

เดือนกรกฎาคม 2565 รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนอื่นๆ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 79,113.53 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ร้อยละ 9.47
เดือนมกราคม – กรกฎาคม 2565 รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนอื่นๆ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 521,140.82 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ร้อยละ 0.19

ปรับเป้าการผลิตรถยนต์ปี 2565 จาก 1,800,000 คันเป็น 1,750,000 คัน
*******************************************************************************

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยตัวเลขประมาณการการผลิตรถยนต์ของสมาชิกกลุ่มฯ ในปี พ.ศ.2565 (ใหม่)
ปรับเป้าผลิตรถยนต์ปี 2565 จาก 1,800,000คันเป็น 1,750,000 คันลดละ 50,000 คันโดยปรับเป้าผลิตส่งออกลงจาก 1,000,000 คัน เป็น 900,000 คัน และปรับเป้าผลิตขายในประเทศขึ้นจาก 800,000 คันเป็น 850,000 คัน
ปัจจัยของการปรับยอดผลิตเพื่อส่งออกลดลง
•สงครามยูเครน-รัสเซียที่เกิดขี้นปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2565 คงยืดเยื้อนาน ทำให้การขาดแคลน เซมิคอนดักเตอร์ที่มีมาตั้งแต่ต้นปีที่แล้วขาดแคลนมากขึ้นเพราะทั้งสองประเทศส่งออกรายใหญ่ก๊าซนีออนที่เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์
•ผลจากสงครามยูเครน-รัสเซีย ทำให้การส่งออกรถยนต์ไปทั้งสองประเทศลดลงกว่าสองหมื่นคัน
•การล็อกดาวน์เซี่ยงไฮในเดือนเมษายน-พฤษภคม 2565 ทำให้ขาดแคลนชิ้นส่วนและเซมิคอนดักเตอร์เพิ่มขึ้นเพราะโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่อยู่ที่เซี่ยงไฮ้
•ประเทศเมียนมาประกาศห้ามนำเข้ารถยนต์เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2565 ทำให้ส่งออกรถยนต์ลดลงกว่าสองพันคัน
•ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ไต้หวัน ตะวันออกกลาง เป็นต้น
•อัตราเงินเฟ้อที่สูงมากและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของประเทศชั้นนำของโลกอาจทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง
ปัจจัยของการปรับยอดผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศเพิ่มขึ้น
•รัฐบาลผ่อนคลายมาตรการการเข้าประเทศของนักท่องเที่ยวและนักลงทุนจากต่างประเทศสะดวกขึ้น ทำให้มีนักท่องเที่ยวและนักลงทุนเดินทางเข้าประเทศหลายล้านคน
•การส่งออกยังคงเติบโตจากปีที่แล้วที่มูลค่าส่งออกทำสถิติสูงสุด ทำให้ประชาชนมีงานทำมีรายได้เพิ่มขึ้น
•รัฐบาลประกันรายได้สินค้าเกษตร 5 ชนิด
•รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจเช่น เราเที่ยวด้วยกัน คนละครึ่ง การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วยการเพิ่มค่าใช้จ่ายการประชุม การจัดสัมมนาเป็นต้น
•การผ่อนคลายการล็อกดาวน์เรื่องโควิด-19 ทำให้มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น ประชาชนมีรายได้มากขึ้น
•มีการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่

ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท BEV เดือนกรกฎาคม 2565
เดือนกรกฎาคม 2565 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 1,459 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคมปีที่แล้วร้อยละ 334.23 โดยแบ่งเป็น
•รถยนต์นั่งและรถกระบะมีทั้งสิ้น 577 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2564 ร้อยละ 410.62
oรถยนต์นั่งจำนวน 575 คัน
oรถกระบะ รถแวนจำนวน 2 คัน
•รถยนต์สามล้อรับจ้างมีทั้งสิ้น 22 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2564 ร้อยละ 2,100
oรถยนต์รับจ้างสามล้อจำนวน 20 คัน
•รถจักรยานยนต์มีทั้งสิ้น 857 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2564 ร้อยละ 287.78
oรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลจำนวน 857 คัน
•รถบรรทุกมีทั้งสิ้น 3 คัน ซึ่งเดือนกรกฎาคม 2564 ยังไม่มีการจดทะเบียน

เดือนมกราคม – กรกฎาคม 2565 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่สะสมมีจำนวน 8,784 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – กรกฎาคมปีที่แล้วร้อยละ 187.53 โดยแบ่งเป็น
•รถยนต์นั่ง รถประเภทต่างๆ และรถกระบะรถแวน มีทั้งสิ้น 3,618 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2564 ร้อยละ 254.36
oรถยนต์นั่งจำนวน 3,581 คัน
oรถกระบะและรถแวนจำนวน 11 คัน
oรถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คนจำนวน 22 คัน
oรถยนต์บริการธุรกิจ 4 คัน
•รถยนต์สามล้อรับจ้างมีทั้งสิ้น 136 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2564 ร้อยละ 312.12
oรถยนต์รับจ้างสามล้อจำนวน 123 คัน
oรถยนต์สามล้อส่วนบุคคลจำนวน 13 คัน
•รถจักรยานยนต์มีทั้งสิ้น 4,963 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2564 ร้อยละ 148.65
oรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลจำนวน 4,961 คัน
oรถจักรยานยนต์สาธารณะจำนวน 2 คัน
•รถโดยสารมีทั้งสิ้น 49 คัน ซึ่งเพิ่มขึ้นเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2564 ร้อยละ 1,125
•รถโดยสารมีทั้งสิ้น 18 คัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2564 ร้อยละ 1,700

ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท HEV เดือนกรกฎาคม 2565
เดือนกรกฎาคม 2565 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (HEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 4,547 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคมปีที่แล้วร้อยละ 142.51 โดยแบ่งเป็น
•รถยนต์นั่งและรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 4,496 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2564 ร้อยละ 147.71
oรถยนต์นั่งจำนวน 4,487 คัน
oรถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คนจำนวน 6 คัน
oรถยนต์บริการธุรกิจจำนวน 1 คัน
oรถยนต์บริการทัศนาจรจำนวน 1 คัน
oรถยนต์บริการให้เช่าจำนวน 1 คัน
•รถจักรยานยนต์มีทั้งสิ้น 51 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2564 ร้อยละ 15
oรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลจำนวน51 คัน

เดือนมกราคม – กรกฎาคม 2565 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (HEV) จดทะเบียนใหม่สะสมมีจำนวน 37,265 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคมปีที่แล้วร้อยละ 60.91 โดยแบ่งเป็น
•รถยนต์นั่งและรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 37,023 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – กรกฎาคม2564 ร้อยละ 68.70
oรถยนต์นั่งจำนวน 36,975 คัน
oรถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คนจำนวน 41 คัน
oรถยนต์บริการธุรกิจจำนวน 2 คัน
oรถยนต์บริการทัศนาจรจำนวน 4 คัน
oรถยนต์บริการให้เช่าจำนวน 1 คัน
•รถจักรยานยนต์มีทั้งสิ้น 242 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2564 ร้อยละ 80.05
oรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลจำนวน 242 คัน

ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท PHEV เดือนกรกฎาคม 2565
เดือนกรกฎาคม 2565 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (PHEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 775 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคมปีที่แล้วร้อยละ 150.81 โดยแบ่งเป็น
•รถยนต์นั่งและรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 775 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2564 ร้อยละ 59.56
oรถยนต์นั่งจำนวน 774 คัน
oรถยนต์บริการให้เช่าจำนวน 1 คัน

เดือนมกราคม – กรกฎาคม 2565 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (PHEV) จดทะเบียนใหม่สะสมมีจำนวน 6,722 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – กรกฎาคมปีที่แล้วร้อยละ 63 โดยแบ่งเป็น
•รถยนต์นั่งและรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 6,722 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2564 ร้อยละ 63
oรถยนต์นั่งจำนวน 6,721 คัน
oรถยนต์บริการให้เช่าจำนวน 1 คัน

ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท BEV ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2565
ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2565 ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท BEV มีจำนวนทั้งสิ้น 20,087 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 133.62 โดยแบ่งประเภทได้ ดังนี้
รถยนต์นั่งและต่างๆ มีทั้งสิ้น 7,747 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2564 ร้อยละ 141.79
•รถยนต์นั่งมีจำนวน 7,566 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2564 ร้อยละ 145.73
•รถกระบะและรถแวนมีจำนวน 51 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2564 ร้อยละ 121.74
•รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารฯ มีจำนวน 125 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2564 ร้อยละ 23.76
•รถยนต์บริการธุรกิจมีจำนวน 5 คัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2564 ร้อยละ 400
รถยนต์ 3 ล้อมีจำนวนทั้งสิ้น 398 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2564 ร้อยละ 57.31
•รถยนต์สามล้อส่วนบุคคลมีจำนวน 47 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2564 ร้อยละ 67.86
•รถยนต์รับจ้างสามล้อมีจำนวน 351 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2564 ร้อยละ 56
รถจักรยานยนต์มีจำนวนทั้งสิ้น 11,637 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2564 ร้อยละ 132.09
•รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลมีจำนวน 11,566 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2564 ร้อยละ 131.64
•รถจักรยานยนต์สาธารณะมีจำนวน 71 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2564 ร้อยละ 238.10
อื่นๆ
•รถยนต์โดยสารมีจำนวนทั้งสิ้น 285 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2564 ร้อยละ 126.19
•รถยนต์โดยสารมีจำนวนทั้งสิ้น 20 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2564 ร้อยละ 1,900

ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท HEV ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2565
ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2565 ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท HEV มีจำนวนทั้งสิ้น 233,369 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 26.74 โดยแบ่งประเภทได้ ดังนี้
รถยนต์นั่งและรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 224,539 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2564 ร้อยละ 27.76
•รถยนต์นั่งมีจำนวน 223,923 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2564 ร้อยละ 27.92
•รถกระบะและรถแวนมีจำนวน 1 คัน เท่ากับช่วงเวลาเดียวกันปี 2564
•รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารฯ มีจำนวน 512 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2564 ร้อยละ 13.22
•รถยนต์บริการธุรกิจ มีจำนวน 24 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2564 ร้อยละ 17.24
•รถยนต์บริการทัศนาจร มีจำนวน 76 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2564 ร้อยละ 6.17
•รถยนต์บริการให้เช่า มีจำนวน 3 คัน เท่ากับช่วงเวลาเดียวกันปี 2564
รถจักรยานยนต์มีจำนวนทั้งสิ้น 8,828 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2564 ร้อยละ 5.37
•รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลมีจำนวน 8,828 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2564 ร้อยละ 5.37
อื่นๆ
•รถยนต์โดยสารมีจำนวนทั้งสิ้น 1 คัน เท่ากับช่วงเวลาเดียวกันปี 2564
•รถบรรทุกมีจำนวนทั้งสิ้น 1 คัน เท่ากับช่วงเวลาเดียวกันปี 2564

ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท PHEV ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2565
ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2565 ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท PHEV มีจำนวนทั้งสิ้น 37,842 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 34.09 โดยแบ่งประเภทได้ ดังนี้
รถยนต์นั่งมีทั้งสิ้น 37,842 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2564 ร้อยละ 34.09
•รถยนต์นั่งมีจำนวน 37,779 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2564 ร้อยละ 34.17
•รถยนต์บริการธุรกิจมีจำนวน 40 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2564 ร้อยละ 2.44
•รถยนต์บริการทัศนาจรมีจำนวน 21 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2564 ร้อยละ 8.70
•รถยนต์บริการให้เช่ามีจำนวน 2 คัน ซึ่งช่วงเวลาเดียวกันปี 2564 ยังไม่มีการจดทะเบียน