เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2565 นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และในฐานะเป็นประธานสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค 2022 (APEC Business Advisory Council-ABAC) ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนในเรื่องบทบาทของ ABAC และข้อเสนอแนะแก่คณะรัฐมนตรีของแต่ละเขตเศรษฐกิจ เพื่อหารือในเวทีความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชีย-แปซิฟิก หรือเอเปค (Asia-Pacific Economic Cooperation – APEC) ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในเดือนพฤศจิกายนนี้ ณ ห้องมงคลสุธี ชั้น 8 ส.อ.ท.

นายเกรียงไกร กล่าวว่า “จากการระบาดครั้งใหญ่ของโควิด-19 ส่งผลให้ธุรกิจหยุดชะงักในวงกว้าง ตลอดระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา ช่องโหว่ของวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (Micro, Small & Medium Enterprises) หรือ MSMEs ขยายเป็นวงกว้างขึ้นและส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม เมื่อโควิด-19 เข้าสู่ระยะของการเป็นโรคเฉพาะถิ่น ผู้กำหนดนโยบายจึงมองหาแนวทางและสร้างโอกาสต่างๆ ในการฟื้นฟู MSMEs โดยสภาที่ปรึกษาธุรกิจเอเปค (ABAC) ในฐานะที่เป็นหน่วยงานภาคเอกชนภายใต้เอเปค ที่ให้คำแนะนำด้านการดำเนินภาคธุรกิจแก่ผู้นำและคณะประชุมเอเปค จึงได้ให้ข้อเสนอแนะแก่คณะรัฐมนตรีของแต่ละเขตเศรษฐกิจในการส่งเสริม 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1) การส่งเสริมการปรับตัวในยุคดิจิทัล 2) การส่งเสริมแนวทางปฏิบัติด้านความยั่งยืน 3) การส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานของตลาดดิจิทัลสำหรับสินเชื่อหมุนเวียนธุรกิจ และ 4) การส่งเสริมการรวมตัวทางเศรษฐกิจให้มากขึ้น”

ประการแรก ABAC เสนอให้มีการส่งเสริมการปรับตัวในยุคดิจิทัล โดยผู้ประกอบการจะต้องนำดิจิทัลและนวัตกรรมทางเทคโนโลยีมาปรับใช้กับ MSMEs เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นมากขึ้นในการทำธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัญหาด้านการขาดทักษะและความรู้ด้านดิจิทัล การขาดการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตที่มีคุณภาพ ตลอดจนการมีกฎระเบียบและกฎการค้าที่แตกต่างกันในแต่ละเขตเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ MSMEs จะต้องได้รับการฝึกฝนทักษะทางด้านดิจิทัลเพื่อให้เท่าทันกับสถานการณ์โลกที่กำลังเปลี่ยนไป

ประการที่สอง คือ การส่งเสริมแนวทางปฏิบัติด้านความยั่งยืน (Sustainable practice) ซึ่งเป็นหนึ่งข้อปฏิบัติเพื่อการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว ดังนั้นจึงควรมีการส่งเสริมความยั่งยืนทั้งในด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การฝึกอบรมและพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง การบูรณาการประเด็นความยั่งยืนเข้ากับห่วงโซ่คุณค่า และการสนับสนุนในการเข้าสู่กระบวนการการผลิตให้เป็นไปตามทิศทางกระแสโลกที่มุ่งสู่การเป็น BCG Economy (Bio-Circular-Green Economy) หรือเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว ผ่านการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างสร้างสรรค์และตระหนักถึงความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ประการที่สาม คือ การส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานของตลาดดิจิทัลสำหรับสินเชื่อหมุนเวียนธุรกิจ เพราะบริการการเงินเพื่อการค้าและสินเชื่อหมุนเวียนธุรกิจ จะมีส่วนช่วยอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงด้านการเงินสำหรับ MSMEs นอกจากนี้ บริการทางการเงินด้วยระบบอัตโนมัติ จะช่วยให้การประมวลผลทางธุรกรรมสินเชื่อทำได้สะดวกขึ้นและลดต้นทุน

สำหรับประการที่สี่ คือ การส่งเสริมการรวมตัวทางเศรษฐกิจให้มากขึ้น เพื่อให้สมาชิกร่วมกระชับการบูรณาการทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค โดยสนับสนุนระบบการค้าตามกฎสากล และเร่งให้เกิดเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (FTAAP) อย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งจะต้องมีการส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการฟื้นตัวและการเติบโต ผ่านการสนับสนุนกลุ่ม MSMEs โดยเฉพาะในธุรกิจที่ผู้หญิงเป็นเจ้าของ ธุรกิจของคนท้องถิ่น และการนำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลมาปรับใช้

“หาก MSMEs กลุ่มที่มีบทบาทน้อยหรือขาดโอกาสในการสนับสนุนต่างๆ ได้รับการส่งเสริมอย่างแข็งขัน ก็จะสามารถสร้างแรงกระเพื่อมต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในเอเปคได้อย่างต่อเนื่อง” นายเกรียงไกร กล่าวเสริม

#สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย #สอท #FTIThailand #FTI
#สภาอุตสาหกรรม #StrengthenThaiIndustriesforStrongerThailand
#OneFTI #OneVision #OneTeam #OneGoal #APEC #APEC2022 #APEC2022Thailand #ABAC #ABAC2022