เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และ กระทรวงการลงทุนแห่งซาอุดีอาระเบีย จัดการสัมมนาผ่านระบบออนไลน์ (Webinar) ในหัวข้อ “INVESTMENT AND BUSINESS OPPORTUNITIES IN SAUDI ARABIA” การลงทุนและโอกาสทางธุรกิจในซาอุดีอาระเบีย เพื่อสร้างเสริมความรู้ ความเข้าใจในการลงทุนและขยายโอกาสทางธุรกิจในซาอุดิอาระเบียให้แก่ผู้ประกอบการและนักลงทุนไทย ตลอดจนสร้างโอกาสในการขยายการค้าการลงทุนระหว่างกันในอนาคต โดยกำหนดเป้าหมายใน 4 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ ปิโตรเคมี โลหะและเหมืองแร่ ชิ้นส่วนยานยนต์ และการเกษตร

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า “จากการเยือนซาอุดีอาระเบียเมื่อช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ถือว่าเป็นการเปิดประตูการค้าใหม่สำหรับภาคเอกชนไทย จะเห็นได้ว่าภาคเอกชนไทยมีความกระตือรือร้นในการสร้างความร่วมมือกับฝั่งซาอุดีอาระเบียในการจัดกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน ซึ่งเป็นที่มาของการจัดสัมมนาในวันนี้ ที่ต้องการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการลงทุนและการค้าของภาคอุตสาหกรรมที่สำคัญ 4 ด้านของประเทศไทย ได้แก่ ปิโตรเคมี โลหะและเหมืองแร่ ยานยนต์ และการเกษตร ในทางกลับกัน ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับธุรกิจไทยในการรับทราบข้อมูลที่เกี่ยวกับนโยบายการลงทุนต่างประเทศของซาอุดิอาระเบีย เพื่อส่งเสริมโอกาสในการเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจที่มากขึ้น”

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า “จากนโยบาย “Saudi Vision 2030” ในการสร้างเมือง ”นีอุม” (Neom) และเมืองอื่นๆ ให้กลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจระดับโลกและระดับภูมิภาค ส.อ.ท. เองได้กำหนดกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย 4 กลุ่มที่ไทยมีศักยภาพ ได้แก่ ชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ ปิโตรเคมี อุตสาหกรรมโลหะและเหมืองแร่ สินค้าอาหารฮาลาลและสินค้าเกษตร ที่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการสร้างเมืองใหม่แห่งนี้ โดยการสัมมนา webinar ครั้งนี้จะเป็นการเปิดโอกาสด้านการค้าการลงทุนระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบีย โดยตั้งเป้าไว้ที่ 10,000 ล้านบาทในปีแรก ภายใต้การดำเนินงานของสภาธุรกิจไทย-ซาอุดีอาระเบีย สภาธุรกิจซาอุดีอาระเบีย-ไทย และกระทรวงส่งเสริมการลงทุนแห่งซาอุดีอาระเบีย ตลอดจนจะมีการส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ (Health & Wellness) อีกด้วย”

“ในส่วนของการลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสภาธุรกิจไทย-ซาอุดีอาระเบีย และสภาธุรกิจซาอุดีอาระเบีย-ไทย ก็จะเป็นตัวผลักดันให้เกิดการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการสร้างความสัมพันธ์ร่วมกัน และผมหวังว่าการจัดงานครั้งนี้จะเป็นการเปิดโอกาสและความร่วมมือในอนาคตต่อไป นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ก็ได้เข้ามาช่วยผลักดันและส่งเสริมการส่งออกสินค้าไทยไปยังต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยให้ผ่านวิกฤตโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา แต่ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันที่ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน เช่น ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยืดเยื้อ ภาวะเงินเฟ้อทั่วโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง และต้นทุนการผลิตที่มีการปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกอาจชะลอตัวมากกว่าที่คาดไว้ ดังนั้น ผมมองว่าการเจาะตลาดคู่ค้าใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ เช่น ตะวันออกกลาง ลาตินอเมริกา อเมริกาใต้ จะเป็นโอกาสของไทยในด้านการค้าและการลงทุน โดยตลาดตะวันออกกลางมีมูลค่าการค้ากับไทย 32,101 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลาดลาตินอเมริกา มีมูลค่าการค้ากับไทย 11,427 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และตลาดอเมริกาใต้ มีมูลค่าการค้ากับไทย 7,227 ล้านดอลลาร์สหรัฐ” นายเกรียงไกร กล่าวเสริม

ระหว่างการสัมมนา ทางด้านผู้แทนของซาอุดีอาระเบีย ได้ชูนโยบาย “Saudi Vision 2030” ในการสร้างเมือง “นีอุม” (Neom) และเมืองอื่นๆ ให้กลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจระดับโลกและระดับภูมิภาค และยังเสนอแนะให้มีการขับเคลื่อนความร่วมมือเพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศด้วย ผ่านโครงการ “World Class Investment” เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีในซาอุดีอาระเบียให้กลายเป็นประเทศเศรษฐกิจระดับโลก และโครงการ “Misa Services” ซึ่งเป็นโครงการโดยกระทรวงส่งเสริมการลงทุนแห่งซาอุดีอาระเบีย ที่มุ่งเน้นการให้ความช่วยเหลือและคำแนะนำด้านการลงทุนแก่นักลงทุนต่างชาติ
……………………………………………….
เผยแพร่โดย
ฝ่ายสื่อสารองค์กร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
(โทร. 0-2345-1013)