เมื่อวันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม 2565 สภาอุตสาหกรรมภาคตะวันออก ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตราด และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จัดการบรรยายพิเศษหัวข้อ “ฝ่าวิกฤตสู่โอกาส พัฒนาตราดก้าวทันโลก” โดยมีนายธรา วัฒนวินิน ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตราด กล่าวต้อนรับ และดร.สาโรจน์ วสุวานิช ประธานสภาอุตสาหกรรมภาคตะวันออก กล่าวเปิดงาน และได้รับเกียรติจากนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. บรรยายพิเศษเรื่อง “ทิศทางเศรษฐกิจโลก สู่อนาคตการพัฒนาเศรษฐกิจตราด” พร้อมชูแนวทางการพัฒนาจังหวัดตราดด้วยยุทธศาสตร์ ส.อ.ท. ที่มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมชีวภาพมูลค่าสูง เพื่อต่อยอดอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต ณ ห้องจอมทอง โรงแรมอัยยะปุระ รีสอร์ทแอนด์สปา อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด

ก่อนเริ่มการบรรยายพิเศษ ดร.สุวิทย์ ธรณินทร์พานิช ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ส.อ.ท. ได้มีการบรรยายเรื่อง “Climate Change กับอนาคตอุตสาหกรรมไทย” โดยระบุว่าต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นมาจากการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากฟอสซิล ไปสู่พลังงานสะอาด อย่างไรก็ตามการใช้เทคโนโลยีผลิตพลังงานสะอาด มาใช้เป็นพลังงานหลักในการดำรงชีวิต มลพิษก็จะลดลง สิ่งแวดล้อมได้รับการฟื้นฟู อันนำไปสู่การขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น พลังงานสะอาด จึงเป็นหนึ่งใน Global Mega Trends ที่มีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต

สำหรับการบรรยายพิเศษในช่วงเช้า ได้รับเกียรติจากนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. มาบรรยายเรื่อง “ทิศทางเศรษฐกิจโลก สู่อนาคตการพัฒนาเศรษฐกิจตราด” โดยเสนอแนะแนวทางการพัฒนาจังหวัดตราด ด้วยยุทธศาสตร์ ส.อ.ท. ที่มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมชีวภาพมูลค่าสูง ต่อยอดอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต ซึ่งประกอบด้วย
1) การส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายจากจุดแข็งของจังหวัด ได้แก่ การแปรรูปอาหาร การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ
2) การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลไม้ ยางพารา และน้ำมันปาล์มด้วยโมเดล BCG (Bio-Circular-Green Economy) หรือเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว
3) การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food)
4) การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสู่ Industry 4.0
5) การพัฒนาอุตสาหกรรมสู่การผลิตสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Eco Product) และการเป็นโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Factory)

นอกจากนี้ นายเกรียงไกรยังเสนอแนะให้มีการพัฒนาแหล่งเกษตรอินทรีย์ สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยเกษตรอุตสาหกรรม ด้วยแนวทาง ดังนี้
1) การขับเคลื่อนนโยบาย 1 อุตสาหกรรม 1 จังหวัด ภายใต้โครงการการส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture Industry) หรือ SAI
2) การพัฒนาฐานเกษตรอินทรีย์และเกษตรปลอดภัย
3) การพัฒนาการทำประมงยั่งยืน และการสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์ประมง
4) การส่งเสริมการปลูกและรับรองมาตรฐานไม้เศรษฐกิจไทย (TFCC)
5) การส่งเสริมการปลูกป่าเพื่อทำการแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit Exchange)

ด้านนายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ยุทธศาสตร์การพัฒนา จังหวัดตราด”
โดยชูวิสัยทัศน์ “ท่องเที่ยวอย่างมีคุณค่า เมืองน่าอยู่ เศรษฐกิจเติบโต เกษตรปลอดภัย สิ่งแวดล้อมยั่งยืน” ซึ่งจังหวัดตราดมีจุดแข็งหลายด้าน อาทิ มีท่าอากาศยานจังหวัดตราด มอเตอร์เวย์ รถไฟรางคู่ และจุดผ่านแดนถาวร ซึ่งสามารถเชื่อมต่อไปยังประเทศกัมพูชา

สำหรับนายธนารักษ์ พงษ์เภตรา รองประธาน ส.อ.ท. และประธานสถาบันอุตสาหกรรมเพื่อการเกษตร ได้บรรยายปิดท้ายช่วงเช้าด้วยเรื่อง “พลิกโฉมเกษตรตะวันออก สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” โดยยกตัวอย่างโครงการนำร่องของคณะทำงานส่งเสริมการจัดการคุณภาพผลผลิตเกษตร ซึ่งประกอบด้วย
1) โครงการการผลิตกล้วยหอมทองของบริษัท ทีเค กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งมีการควบคุมแมลงศัตรูพืชโดยชีววิธี ตลอดจนมีการควบคุมและรักษาคุณภาพผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยว ตั้งแต่ขั้นตอนการคัดแยก บรรจุ เก็บรักษา และขนส่ง นอกจากนี้ ยังนำซากที่เหลือใช้จากกล้วยหอมทองกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด (Zero waste agriculture) โดยการทำปุ๋ยอินทรีย์และแปรรูปผลผลิตตกเกรด
2) โครงการนวัตกรรมเกษตรปลอดภัย อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ โครงการผักปลอดภัยบ้านน้ำดุกใต้ จังหวัดเพชรบูรณ์ และโครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน สู่เศรษฐกิจพอเพียง ที่เน้นการใช้จุลินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ และสารไล่แมลง ศัตรูพืช
3) โครงการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรปลอดภัย แปรรูปและการตลาด กลุ่มภาคเหนือตอนล่าง 1 โดยมีแผนงานจัดตั้ง “ศูนย์พัฒนาผลไม้สดเพื่อการส่งออก” เพื่อการผลิตที่ครบวงจรในพื้นที่ และส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถสร้างแบรนด์สินค้าของตัวเอง

สำหรับกิจกรรมในช่วงบ่าย เริ่มต้นด้วยการบรรยายพิเศษเรื่อง “พลิกโฉมการค้าตราด สู่ตลาดโลก” จากนายสุริยนต์ ตู้จินดา ประธานคณะอนุกรรมการด้านการค้าชายแดน ส.อ.ท. โดยนายสุริยนต์ ได้กล่าวว่า จังหวัดตราดมีโอกาสทางการค้าเชื่อมโยงต่างประเทศได้หลายทาง คือ ทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และทางราง อีกทั้งยังเสนอแนะการพัฒนาจังหวัดตราดที่สำคัญ 4 ประเด็นดังนี้
1) การพัฒนาการท่องเที่ยวเที่ยวเชิงอนุรักษ์/เชิงนิเวศ
2) การสร้างมูลค่าเพิ่มให้เป็นสินค้าเกษตรอุตสาหกรรม โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการเกษตรเพื่อเพิ่มผลผลิตและเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมการเกษตร
3) การบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้วให้เกิดประสิทธิภาพ
4) การแก้ไขผังเมืองอย่างเร่งด่วน

งานสัมมนาครั้งนี้ ถูกปิดท้ายด้วยหัวข้อ “ทิศทางพลังงานสะอาดกับโอกาสพลังงานไทย” โดยนายสมโภชน์ อาหุนัย รองประธาน ส.อ.ท. และประธานสถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (สถาบันคาร์บอนเครดิต) โดยนายสมโภชน์ กล่าวว่าปัจจุบันประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนั้นประเทศไทยจะต้องเปลี่ยนจากพลังงานฟอสซิลและปรับตัวให้เข้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียว แต่เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม และมีการปลูกปาล์มเป็นอันดับ 3 ของโลก หากเราหันไปใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งประเทศ และเกษตรกรชาวสวนปาล์มจะทำอย่างไร ดังนั้นการที่ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงอะไร ควรคิดให้รอบด้าน ยกตัวอย่างเช่น การหันมาพัฒนาพืชพลังงาน ต่อยอดจากไบโอดีเซล ไปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ใช้เป็นวัตถุดิบ สำหรับอุตสาหกรรมไบโอเคมี แม้กระทั่งไบโอเจ็ต หรือน้ำมันเครื่องบินที่ได้จากพืช ก็สามารถทำได้

นายสมโภชน์ ยังชี้ให้เห็นอีกว่าหากเราสามารถพัฒนาพืชพลังงาน ซึ่งเป็นข้อดีที่บ้านเราสามารถปลูกได้ เนื่องจากอยู่ในแนวเส้นศูนย์สูตร ก็จะสามารถตอบโจทย์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ได้ และเกษตรกรก็จะสามารถขายได้ในราคาที่สูงอีกด้วย

การสัมมนาในครั้งนี้ นอกจากจะได้รับความสนใจจากสมาชิกสภาอุตสาหกรรมภาคตะวันออก สมาชิกสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตราด และผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมแล้ว ยังมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน ให้ความสนใจและเข้าร่วมงานกว่า 200 คน

#สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย #สอท #ftithailand #FTI #ตราด
#สภาอุตสาหกรรม #StrengthenThaiIndustriesforStrongerThailand
#OneFTI #OneVision #OneTeam #OneGoal