ABAC พิจารณาเนื้อหาสาระการประชุมโดยการผสมผสานประเด็นของภาคธุรกิจจากทั้ง 21 เขตเศรษฐกิจ และกระแสของโลก ณ ปัจจุบัน ดังนั้น ในการประชุมปีนี้ ABAC มีข้อเสนอทั้งหมด 69 ข้อ โดยได้ให้ความสำคัญกับ 5 หัวข้อหลักๆ ประกอบไปด้วย

1. ด้านการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Economic Integration) ที่มุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกการเปิดการค้าเสรี (FTA) โดยการผลักดันให้เกิดเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (FTAAP) การส่งเสริมประสิทธิภาพการค้าการลงทุนด้านการบริการ และมาตรการการเดินทางและข้อปฏิบัติด้านสาธารณสุขที่สอดคล้องกันในภูมิภาค เพื่อให้การเปิดการเดินทางข้ามพรมแดนเป็นไปอย่างสะดวกและปลอดภัย

2. ด้านดิจิทัล (Digital) มุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล (Digital Transformation) การสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ผ่านการนำข้อมูลประจำตัวดิจิทัลที่เชื่อถือได้มาใช้ในการทำงานร่วมกัน และการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์และการไหลของข้อมูลข้ามพรมแดนที่ปลอดภัย (Cybersecurity and Cross Border Data Flow)

3. ด้านวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) และการมีส่วนร่วม (MSMEs & Inclusiveness) ที่ต้องการฟื้นฟู พัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) หลังได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากโควิด-19 และส่งเสริมการมีบทบาททางเศรษฐกิจของผู้หญิง เยาวชนและกลุ่มที่ยังไม่ได้รับโอกาส โดยเน้นการเสริมสร้างแนวทางการปฏิบัติที่ยั่งยืนของ MSMEs และด้วย MSMEs มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก จึงเห็นควรในการพัฒนามาตรการเพื่อสนับสนุนการเติบโตนี้อย่างต่อเนื่องภายใต้กรอบการทำงานและการค้าระดับโลก โดยมาตรการดังกล่าว หมายรวมถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง การบูรณาการเข้ากับห่วงโซ่คุณค่า และการสนับสนุนในมาตรการนี้ให้เป็นสากล

4. ด้านความยั่งยืน (Sustainability) ที่มุ่งเน้นการนำสังคมไปสู่ Net Zero ที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ พร้อมทั้งยังส่งเสริมให้มีความมั่นคงทางพลังงานและอาหารในอนาคต

5. ด้านเศรษฐกิจและการเงิน (Finance and Economics) ที่ส่งเสริมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและยั่งยืนโดยให้ความสำคัญของการควบคุมภาวะเงินเฟ้อ และนโยบายทางการเงินด้านอัตราค่าจ้างแรงงาน โดยในระยะยาว คณะทำงานเชื่อว่ารัฐบาลควรปฏิบัติตามสองเป้าหมาย คือ การเพิ่มศักยภาพทางการคลัง และการใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อสนับสนุนการปฏิรูปโครงสร้างในการพัฒนาสู่ระบบดิจิทัลและความยั่งยืนอย่างครอบคลุม

ข้อเสนอแนะของ ABAC มีความสำคัญอย่างไรต่อประเทศไทย

  • ประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จากเอเปค เพื่อเพิ่มบทบาทของไทยในการร่วมกำหนดนโยบายและทิศทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคและระดับระหว่างประเทศ และใช้ประโยชน์จากเอเปคในฐานะผู้นำความเปลี่ยนแปลงในการปฏิรูปและยกระดับมาตรฐานทางเศรษฐกิจของไทยให้ทันสมัย รวมถึงเสริมสร้างศักยภาพในมิติต่างๆ ให้แก่ภาครัฐและเอกชน
  • ข้อเสนอของ ABAC จะช่วยให้ไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าที่เพิ่มมากขึ้น และมีการพัฒนาระบบเพื่อการอำนวยความสะดวกทางการค้า การลดและยกเลิกปัญหาอุปสรรคทางการค้า รวมทั้งการเสริมสร้างศักยภาพทางการแข่งขันของผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อยของไทยให้เข้าสู่ระบบการค้าโลกได้ เป็นการสนับสนุนการนำไปสู่การการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ซึ่งถือเป็นการดำเนินงานที่สอดรับกับบริบทโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (Disruption)
  • การเป็นเจ้าภาพเอเปคของไทยจะทำให้ไทยได้รับประโยชน์ในการเสริมสร้างบทบาทไทยในเวทีโลกและกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้าในระดับภูมิภาค รวมถึงสามารถกำหนดประเด็นที่ไทยสนใจและนำเสนอต่อเอเปค อาทิ เรื่อง BCG model ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติของไทยให้เป็นที่ยอมรับในเวทีโลก เพื่อขับเคลื่อนการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยหลังโควิด-19
  • อีกหนึ่งของริเริ่มของ ABAC คือ การผลักดันเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (FTAAP) ที่มีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน ภาควิชาการหรือนักธุรกิจและประชาชนทั่วไป เกิดความเข้าใจและรวมพลังขับเคลื่อนจากความร่วมมือทางเศรษฐกิจของกลุ่มเขตเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก 21 เขตเศรษฐกิจไปเป็น FTAAP ในอนาคต ซึ่งตั้งเป้าหมายไว้ในปี 2583 หากสำเร็จจะเป็น FTA ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะมีประชากรรวมกันถึง 2,900 ล้านคน คิดเป็น 38% ของประชากรโลกและจะมี GDP คิดเป็น 62% ของ GDP โลกมีมูลค่าประมาณ 52 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (เทียบเท่าราว 1,978 ล้านล้านบาท) ผลประโยชน์ที่ 21 เขตเศรษฐกิจ รวมถึงประเทศไทยจะได้รับโดยตรงอย่างน้อย คือ ภาษีจะเป็นศูนย์ระหว่างกัน เมื่อเป็น FTA กฎระเบียบการค้าจะเป็นกฎระเบียบเดียวกัน และจะมีการเปิดตลาดระหว่างกันทั้งในส่วนของสินค้าและบริการ รวมทั้งการส่งเสริมการลงทุนระหว่างกัน