เมื่อวันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2565 นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มอบหมายให้นายณรงค์ฤทธิ์ พานิชชีวะ รองประธาน ส.อ.ท. เป็นผู้แทนในงานแถลงความสำเร็จของความร่วมมือในการจัดทำ “แผนพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาค ภาคเอกชน พ.ศ. 2566 – 2570” ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย และส่งมอบแผนให้ กกร. อย่างเป็นทางการ โดยมี ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธาน ณ โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพฯ

ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าวว่า วันนี้เป็นวันสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศไทย เพราะเป็นการเกิดขึ้นของแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจระดับภาค ระดับจังหวัด ที่ริเริ่มโดยภาคเอกชน โดยมีภาครัฐเข้าใจ สนับสนุนและร่วมมืออย่างจริงจัง ส่งผลให้ขณะนี้ เรามีเครื่องมือในการดำเนินยุทธศาสตร์หรือแผนพัฒนาประเทศที่ผสมผสานทั้งมิติของภาครัฐและเอกชน โดยผู้ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของภาคเอกชนในการทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ครั้งนี้ก็คือ กกร. ซึ่งเป็นองค์กรภาคเอกชนที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างสูง ซึ่งเดิมทำหน้าที่ให้คำปรึกษาหรือประชุมร่วมกับรัฐบาล และขณะนี้ กกร. ได้มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาคด้วยการสนับสนุนของภาครัฐ โดยมีกระทรวง อว. เป็นกระทรวงหลักที่เข้ามาร่วมขับเคลื่อน เพื่อให้แผนพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาคเป็นเครื่องยนต์ที่ผลักดันให้เศรษฐกิจไทยพุ่งไปข้างหน้ามากยิ่งขึ้น และเป็นระบบทวีอำนาจ ที่สานพลังของท้องถิ่นและภาคเอกชน ซึ่งกระทรวง อว.พร้อมสนับสนุนและช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังความสามารถ

จากนั้น ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวง อว. แถลงถึงความสำเร็จของความร่วมมือในการจัดทำ “แผนพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาคภาคเอกชน พ.ศ. 2566 – 2570 ว่า การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาคภาคเอกชน พ.ศ. 2566 – 2570 ได้ดำเนินการเสร็จสมบูรณ์แล้ว จำนวน 17 แผนนำร่อง พร้อมนำไปใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ทั้งระดับภาค 5 แผน คือ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ และระดับกลุ่มจังหวัดนำร่อง 6 แผน ประกอบด้วยกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ภาคเหนือตอนล่าง 1 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 ภาคกลางตอนบน ภาคตะวันออก 2 และภาคใต้ฝั่งอันดามัน และระดับจังหวัดนำร่อง 6 แผน ประกอบด้วยจังหวัดลำปาง ตาก อุดรธานี ลพบุรี จันทบุรี และกระบี่

“ทั้ง 17 แผน ได้ชี้เป้าการพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาค ดังนี้
– ภาคเหนือ มุ่งเน้นการเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยใช้ฐานโมเดลเศรษฐกิจแบบ BCG (Bio-Circular-Green)
– ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้ความสำคัญกับระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ รวมถึงการเกษตรมูลค่าสูง ศูนย์กลางทางการแพทย์ และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
– ภาคกลาง เป็นฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมนวัตกรรม และศูนย์กลางการกระจายสินค้าเกษตร
– ภาคตะวันออก เป็นแหล่งผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเชิงลึก อาหารปลอดภัย และการท่องเที่ยวคุณภาพสูง
– ภาคใต้ มุ่งสู่การท่องเที่ยวระดับนานาชาติ ที่เน้นคุณค่าผลิตผลทางการเกษตรนวัตกรรมใหม่

นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นทิศทางการพัฒนาโครงการตามแนวโน้มและการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต (Global Trends) โดยมีตัวอย่างโครงการที่น่าสนใจ เช่น
– กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 มีการพัฒนาเกษตรและอาหารมูลค่าสูงภาคเหนือ (Northern Thailand Food Valley)
– กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 2 มีการส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถพัฒนาธุรกิจได้อย่างเข้มแข็ง สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ภาคใต้ โครงการพัฒนาพื้นที่ระเบียง BCG ภาคใต้ เป็นต้น” ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ กล่าว

ด้านนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน และประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ความสำเร็จของการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาคภาคเอกชนในครั้งนี้ เป็นจุดมุ่งหมายสำคัญ ที่ภาคเอกชนจะได้นำไปเสนอให้เป็นแนวทางในการวางแผน และเสนอเป็นโครงการในการขับเคลื่อนและแก้ไขบัญหาเศรษฐกิจของพื้นที่ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาคต่อไป