เมื่อพูดถึงอะลูมิเนียม ในชีวิตประจำวันเรามักพบว่าอะลูมิเนียมถูกพัฒนา ตลอดจนนำไปใช้งานอย่างกว้างขวางมากขึ้นและหลากหลายรูปแบบในวงการอุตสาหกรรม อาทิ บรรจุภัณฑ์ประเภทกระป๋อง ภาชนะเครื่องใช้ในครัวเรือน กรอบประตูหน้าต่าง ฟอยล์กันความร้อน ชิ้นส่วนยานยนต์และเครื่องบิน รถไฟ รถยนต์ EV กังหันลม และอื่น ๆ อีกมากมาย ถือเป็นโลหะที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ เรียกว่าเป็นการปฏิวัติหรือสร้างความสั่นสะเทือนของวงการอุตสาหกรรมก็ว่าได้

..

โดยบทความนี้ได้รับเกียรติจากนายธีรพันธุ์ พิมพ์ทอง ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มาแบ่งปันความรู้ ข้อมูลที่น่าสนใจและประโยชน์ของอะลูมิเนียม ซึ่งจะทำให้หลายคนรู้จักอะลูมิเนียมมากขึ้น

ย้อนรอยอะลูมิเนียม

ก่อนจะเข้าสู่เรื่องราวประโยคที่ว่า “อะลูมิเนียม พระเอกรีไซเคิล” นั้น จะขอชวนผู้อ่านมาย้อนรอยที่มาของอะลูมิเนียมสักเล็กน้อยก่อนว่าอะลูมิเนียมเริ่มเป็นที่รู้จักได้อย่างไร เพราะเชื่อว่าคนนอกวงการน้อยคนนักที่จะรู้ว่าแท้จริงแล้วอะลูมิเนียมเป็นผลิตภัณฑ์ปิดทองหลังพระ จากภาพด้านล่างนี้ได้สรุปลำดับเส้นเวลา และขอผู้อ่านมองแนวโน้มการเติบโตในอนาคตของอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมไปพร้อม ๆ กัน

กว่าจะมาเป็นอะลูมิเนียม

อะลูมิเนียมเป็นโลหะที่มีมากที่สุดในโลก โดยมาจาก 3 กระบวนการหลักสำคัญ เริ่มตั้งแต่นำแร่บอกไซต์ (Bauxite) ซึ่งเป็นแหล่งแร่โลหะที่อะลูมิเนียมปะปนอยู่จำนวนมาก มาผ่านกระบวนการ Refining เพื่อสกัดให้ได้ผงที่เรียกว่า อะลูมินา (Alumina) จากนั้นนำมาผ่านกระบวนการ Smelting เพื่อให้ได้น้ำอะลูมิเนียม จากนั้นนำมาเทลงแม่พิมพ์ (Mold) เพื่อให้ออกมาเป็นแท่งอะลูมิเนียมบริสุทธิ์ (Virgin Aluminum) ก่อนแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ต่อไป สำหรับการผลิตอะลูมิเนียมในประเทศไทยจะมีเพียงการผลิตอะลูมิเนียมจากการหลอมเศษอะลูมิเนียม เพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียมป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมต่อเนื่องต่าง ๆ อาทิ กระป๋องอะลูมิเนียม วัสดุก่อสร้างต่าง ๆ

ด้วยการผลิตอะลูมิเนียมมีวิธีการซับซ้อนและใช้วัสดุที่มีราคาแพง จึงทำให้ในช่วงต้นของอะลูมิเนียมจึงมีราคาแพงกว่าทอง

ทำไมต้องรีไซเคิล และเป้าหมายที่แท้จริงคืออะไร ?

นายธีรพันธุ์ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า แท้จริงแล้วกระบวนการรีไซเคิลอะลูมิเนียมนั้นอยู่คู่กับอุตสาหกรรมมายาวนาน เรียกว่าเป็นพระเอกด้านรีไซเคิล เพียงแต่ยังไม่มีการกล่าวถึงเท่านั้นเอง

เนื่องจากอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมทุกกระบวนการต้องใช้ต้นทุนพลังงานที่สูง ผู้ผลิตจึงหันมาใช้กระบวนการรีไซเคิลแทน นอกจากจะช่วยลดปัญหาต้นทุนพลังงานแล้วยังลดคาร์บอนฟุตพรินต์ที่เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย

เป็นที่ทราบกันว่า ประเทศไทยมีต้นทุนราคาพลังงานสูงซึ่งกระทบกับต้นทุนการผลิต ดังนั้น ทางรอดก็คือ การรีไซเคิล ปัจจุบันการรีไซเคิลได้รับกระแสนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในกลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม เพราะสามารถประหยัดพลังงานได้ถึง 95 % เท่ากับว่าใช้พลังงานเพียง 5 % เท่านั้น อีกทั้งยังช่วยลดขยะในหลุมฝังกลบและขยะในทะเลด้วย ทั้งนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมฯ ยังตั้งเป้าหมายไว้ว่า ในปี 2573 (ค.ศ. 2030) จะเพิ่มกระบวนการรีไซเคิลให้ได้อย่างน้อย 85 % และจะดีมากหากอุตสาหกรรมหันมาเน้นการทำรีไซเคิลมากขึ้นเพื่อสร้างความยั่งยืนในอนาคต

นอกจากนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมฯ ยังดำเนินการตามเป้าหมายการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อมุ่งไปสู่ “เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs)” ซึ่งจะตอบโจทย์เป้าหมายข้อ 12 สร้างหลักประกันให้มีรูปแบบการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (Responsible Consumption and Production) ที่ครอบคลุมประเด็นการจัดการและการใช้ทรัพยากรธรรมธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน, เป้าหมายข้อ 13 ปฏิบัติการอย่างเร่งด่วนเพื่อต่อสู้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่เกิดขึ้น (Climate Action) ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาแบบคาร์บอนต่ำ, เป้าหมายข้อ 14 อนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากมหาสมุทร ทะเล และทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Life below Water) ที่ครอบคลุมมลพิษทางทะเลและมหาสมุทร และเป้าหมายข้อ 15 ปกป้อง ฟื้นฟู และสนับสนุนการใช้ระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน จัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ต่อต้านการกลายสภาพเป็นทะเลทราย หยุดการเสื่อมโทรมของที่ดินและฟื้นสภาพดิน และหยุดยั้งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Life on Land)

อะลูมิเนียมทิ้งแล้วไปไหนต่อ ?

วงจรการรีไซเคิลอะลูมิเนียมแต่ละขั้นตอนจะมีกระบวนการยากง่ายและซับซ้อนต่างกัน จึงขอสรุปเป็นขั้นตอนโดยสังเขป ดังนี้

  • ขั้นตอนที่ 1 เริ่มจากตัวกระป๋องอะลูมิเนียมที่ใช้แล้ว จะถูกนำมาเข้าเครื่องอัดแน่นและมัดเป็นก้อนสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ (Used Beverage Cans: UBC) เพื่อลดพื้นที่ในการจัดเก็บและสะดวกในการขนส่ง
  • ขั้นตอนที่ 2 นำกระป๋องอะลูมิเนียมมาคัดแยกสิ่งสกปรกและสิ่งเจือปนต่าง ๆ ออกจนหมด รวมถึงทำความสะอาดให้เรียบร้อย ก่อนนำไปกำจัดแลกเกอร์ที่เคลือบกระป๋อง (De-lacquering) ออกมาเป็นเม็ดหรือแท็บเล็ต (Tablet)
  • ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นนำเม็ดหรือแท็บเล็ตที่ได้มาป้อนเข้าเตาหลอมพิเศษ (Side Well Furnace: SWF) จากนั้นจะได้น้ำอะลูมิเนียมเหลว ที่จะถูกปรับส่วนผสมตามสเปกก่อนเทลงโมลด์เพื่อให้ได้แท่งแบน (Slab) จากนั้นจะถูกนำมารีดเป็นม้วนใหญ่ ๆ ก่อนส่งให้ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์
  • ขั้นตอนที่ 4 ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ จะนำไปขึ้นรูปตามประเภทของผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ
  • ขั้นตอนที่ 5 ขั้นตอนสุดท้าย นำไปบรรจุผลิตภัณฑ์สินค้าต่าง ๆ เพื่อจำหน่ายในท้องตลาดต่อไป

จริงหรือไม่…อะลูมิเนียมรีไซเคิลได้ไม่สิ้นสุดและไม่เปลี่ยนคุณสมบัติ

จาก 5 ขั้นตอนข้างต้น จะเห็นได้ว่า อะลูมิเนียมสามารถนำกลับไปรีไซเคิลได้ถึง 100 % แบบไม่สิ้นสุด และนำกลับมาใช้ใหม่ที่ดูเหมือนใหม่อย่างไร้ปัญหา โดยที่คุณสมบัติและคุณภาพไม่เปลี่ยน จากข้อเท็จจริงพบว่า ในปัจจุบันอะลูมิเนียมยังถูกหมุนวนอยู่ในระบบ 75 % นับตั้งแต่มีการขุดแร่มาใช้มากกว่า 100 ปีก่อน ซึ่งการรีไซเคิลแต่ละตัวจะต่างกัน อย่างบรรจุภัณฑ์ที่เราพบเห็นในชีวิตประจำวัน เช่น กระป๋องอะลูมิเนียมมีระบบการหมุนวนเพียง 60 วัน และการรีไซเคิลได้ถึง 69 % จากทั่วโลก

ทั้งนี้ ข้อมูลจากสมาคมอะลูมิเนียม (Aluminum Association) ที่ก่อตั้งขึ้นโดยเหล่าผู้ผลิตอะลูมิเนียมในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้กำหนดเกรดอะลูมิเนียมไว้ทั้งหมด 9 ชุด (ดังตารางด้านล่าง) ซึ่งปัจจุบันผู้ผลิตอะลูมิเนียมจากทั่วโลกยังคงอ้างอิงการนำไปใช้อยู่

ภาพตารางที่แสดงไว้ข้างต้นนี้ จึงเป็นเหตุผลสนับสนุนที่รีไซเคิลแล้วไม่เปลี่ยนคุณสมบัติ โดยสามารถอธิบายเพิ่มเติมต่ออีกว่า การผลิตอะลูมิเนียมหากอยู่ในชุดเดียวกันก็ไม่จำเป็นต้องผสมปรุงแต่งสารบางชนิดเข้าไปหรือเพิ่มต้นทุนมากนัก นอกเสียจากมีการข้ามชุดกันค่อยเพิ่มเติมหรือผสมสารบางชนิดเข้าไปเพื่อให้เหมาะกับผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ที่สำคัญต้องยอมรับกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และระยะเวลาที่ใช้ในการผลิตมากขึ้นตามไปด้วย กล่าวคือ ต้องจับคู่ให้ถูกเบอร์ แต่ถ้าคนละเบอร์กันก็ต้องดัดแปลงใหม่ ทำนองเดียวกับการนำข้าวมาทำเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูป เช่น เส้นก๋วยเตี๋ยว

..

ต้นแบบสังคมรีไซเคิลสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

กระบวนการรีไซเคิลสามารถลดจำนวนขยะได้อย่างมหาศาล ตลอดจนนำไปสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) คือการหมุนวนกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถประเมินเป็นมูลค่าได้ 1,000-1,500 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตาม การรีไซเคิลได้ถึง 100 % นี้ อะลูมิเนียมจึงไม่จำเป็นต้องมีการอัปไซเคิล (Upcycle) หรือดาวน์ไซเคิล (Downcycle) เช่นเดียวกับวัสดุบางประเภท เนื่องจากการรีไซเคิลเป็นการประหยัดต้นทุนมากที่สุด

จะเห็นได้ว่าอะลูมิเนียมมีมูลค่าในตัวเอง ทำให้ราคาตลาดกระป๋องอะลูมิเนียมสามารถขายได้ถึงกิโลกรัมละ 40-50 บาท ถือว่าสูงมากเลยทีเดียว สังเกตได้ว่าแทบจะไม่พบเห็นกระป๋องอะลูมิเนียมถูกทิ้งเกลื่อนกลาดตามท้องถนน เพราะมีคนเก็บให้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นชุมชนหรือผู้ที่มีรายได้น้อยมาเก็บไปขาย เช่น อาชีพซาเล้ง

..

เทรนด์รักษ์โลกกระตุ้นการเติบโต

ท่ามกลางปัญหาสิ่งแวดล้อมกลายเป็นปัญหาสำคัญระดับโลก จะเป็นแรงจูงใจให้ผู้ผลิตอะลูมิเนียมเกิดการลงทุนในกระบวนการรีไซเคิลเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อแนวโน้มในอนาคตที่จะมีการรีไซเคิลได้ถึง 100 % ก็เป็นไปได้สูง

จากข้อมูลและการคาดการณ์ต่าง ๆ จนถึงปี 2573 (ค.ศ. 2030) ระบุว่า ความต้องการใช้อะลูมิเนียมโลกยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 80 ล้านตัน ถึงเกือบ 120 ล้านตัน

..

แนวทางรับมือวิกฤตอนาคต วอนรัฐสนับสนุนเพื่ออุตสาหกรรมเติบโตแบบยั่งยืน

จากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ หรือที่เรียกกันว่า Perfect Storm ส่งผลให้อุตสาหกรรมอะลูมิเนียมได้รับผลกระทบต่อต้นทุนค่าพลังงาน จึงทำให้ราคาอะลูมิเนียมมีความผันผวน ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมฯ มีความตื่นตัวอย่างมาก เนื่องจากพลังงานเป็นต้นทุนหลักในการผลิต วอนรัฐบาลสนับสนุนด้วย อาทิ มาตรการตรึงราคาค่าไฟฟ้าอย่างน้อย 6 เดือน, จัดหาพลังงานสะอาดราคาต่ำ, สนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานสะอาดโดยรับซื้อพลังงานไฟฟ้าส่วนเกินกลับ (Net Metering) จากภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ ซึ่งจะทำให้ภาคเอกชนหันมาลงทุนพลังงานทางเลือกมากขึ้น อาทิ โซลาร์ฟาร์ม

“เรื่องการหมุนเวียนนำเศษอะลูมิเนียมวนกลับมาใช้นี้เป็นเรื่องที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญมาก เพราะไม่ว่าจะหมุนเวียนมาใช้กี่ครั้งก็ได้คุณภาพเหมือนเดิม ถือเป็นการดำเนินการตามนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนออกไซด์ได้ถึง 95 % และประหยัดค่าไฟฟ้าได้ถึง 95 % เมื่อเทียบการนำอะลูมิเนียมบริสุทธิ์จากกระบวนการต้นน้ำมาใช้อีกด้วย

แต่อีกด้านหนึ่งจะพบว่า ปัจจุบันมีการส่งออกเศษอะลูมิเนียมเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีการเปรียบเทียบปริมาณการส่งออกระหว่างปี 2560-2564 โดยเฉพาะในปี 2564 ที่ผ่านมา มีการส่งออกมากกว่า 140,000 ตัน โดยส่งออกไปยังประเทศเกาหลีใต้ คิดเป็นสัดส่วนจำนวน 56 % รองลงมา ได้แก่ จีน จำนวน 25 % เมื่อเทียบกับปี 2563 จำนวน 14 %  และมีโอกาสจะเพิ่มขึ้นอีกมาก

หากภาครัฐมีมาตรการช่วยให้เกิดการหมุนเวียนเศษอะลูมิเนียมภายในประเทศอย่างชัดเจน ก็จะช่วยให้มีการหมุนวนให้นำกลับมาใช้ภายในประเทศมากขึ้น เช่น ประเทศเวียดนามได้กำหนดอัตราภาษีส่งออกเศษอะลูมิเนียม ในอัตรา 22 % และมาเลเซีย 10 %”

นายธีรพันธุ์ได้กล่าวทิ้งท้ายอีกว่า พวกเราในฐานะผู้ผลิตอะลูมิเนียมในประเทศไทย มีความมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน ช่วยเหลือสังคมและเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อส่งต่อให้คนรุ่นถัดไป”