การร้อนขึ้นของโลกทุกวันนี้ซึ่งใกล้จะเกินขีดความสามารถที่โลกจะรับไหวแล้ว ถูกประเมินว่ามีสาเหตุเกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ และที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติที่สะสมมาเป็นระยะเวลาหลายสิบปีจนกระทบไปทั้งระบบนิเวศ และกลายเป็นสาเหตุสำคัญของวิกฤติการณ์โลกร้อนในทุกวันนี้ และแน่นอนย่อมส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ในอนาคต

..

จากหลายแหล่งข้อมูลที่นำมาอ้างอิง อาทิ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ระบุว่า ก๊าซที่กระตุ้นให้โลกร้อนขึ้นและส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นมีอยู่ 7 ชนิดหลัก ๆ ได้แก่ ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, ก๊าซมีเทน, ก๊าซไนตรัสออกไซด์, ก๊าซไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน, ก๊าซเพอร์ฟลูออโรคาร์บอน, ก๊าซซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ และก๊าซไนโตรเจนไตรฟลูออไรด์ โดยก๊าซที่ส่งผลต่อสภาวะโลกร้อน 2 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งมีแหล่งก่อกำเนิดที่สำคัญมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลประเภทต่าง ๆ ที่มนุษย์ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น เชื้อเพลิงรถยนต์ เชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตพลังงานไฟฟ้าและในกระบวนการผลิตของโรงงาน และอันดับที่ 2 คือ ก๊าซมีเทน ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการย่อยสลายของสารอินทรีย์ในสภาวะที่ไม่มีก๊าซออกซิเจน หรือพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ เป็นก๊าซที่เกิดจากการเน่าเสีย และหมักหมมของอินทรีย์วัตถุจากสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย นอกจากนี้ยังพบก๊าซมีเทนที่เกิดขึ้นจากกระบวนการย่อยอาหารของสัตว์ โดยเฉพาะในกลุ่มสัตว์เคี้ยวเอื้อง เช่น วัว ควาย แพะ แกะ จนย่อยสลายออกมาเป็นมูลสัตว์ รวมไปถึงการ “ตด” และการ “เรอ” ด้วย ซึ่งไม่เว้นแม้แต่มนุษย์

..

ก๊าซมีเทน ตัวการทำโลกร้อน ! เป้าหมายใหม่ต้องควบคุม

เป็นที่ทราบก่อนหน้านี้ว่า เป้าหมายการลดภาวะโลกร้อน จะมุ่งเน้นไปที่การลดการปลดปล่อยและการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นหลัก แต่ทำไมก๊าซมีเทนจึงเป็นต้นเหตุหลักของภาวะโลกร้อนรองจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ข้อมูลจากเว็บไซต์ SDG Move ชี้ให้เห็นว่า ก๊าซมีเทนมีส่วนทำให้โลกร้อนขึ้น รองจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แต่ถ้านำมาเปรียบเทียบกันแล้ว ก๊าซมีเทนกลับมีคุณสมบัติที่ทำให้โลกร้อนมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 28 เท่า ก๊าซมีเทนจึงกลายเป็นเป้าหมายใหม่ที่จะทำให้โลกร้อน ทั้งในระยะสั้นและระยะกลาง

..

แค่ “ตดวัว” ไม่น่าจะทำให้เกิดก๊าซมีเทนได้ !

เชื่อว่าหลายคนน่าจะเกิดความสงสัยและฟังดูแล้วอาจจะเป็นเรื่องขำขัน แต่อย่าลืมว่า วัวเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ ที่กินจุ และมีกระบวนการย่อยอาหารถึง 4 กระเพาะ ที่ซับซ้อนกว่ากลุ่มสัตว์กระเพาะเดียวอย่างหมู เมื่อวัวโตเต็มที่แล้ว ส่วนของกระเพาะอาหารจะมีความจุมากที่สุดประมาณ 71 % จึงทำให้มีความจุก๊าซมากกว่าสัตว์ประเภทอื่น นอกจากนี้กระบวนการกินของวัวที่เกิดซ้ำ ๆ เรื่อย ๆ ได้ทั้งวัน หรือเรียกกันว่าเคี้ยวเอื้องนั้น ยิ่งทำให้ผลิตก๊าซมีเทนที่เข้มข้นมากกว่าปกติถึงวันละประมาณ 300-600 ลิตร และเมื่อมีก๊าซเกิดขึ้นโดยธรรมชาติแล้วก็ต้องขับออกผ่านทวารหนัก จึงไม่แปลกที่วัวจะตดได้ทั้งวัน และยิ่งจำนวนวัวมีเป็นพันล้านตัวบนโลก ก็จะยิ่งทวีการปล่อยก๊าซมากขึ้น

และเรื่องที่โลกร้อนขึ้นจนกลับมาพูดถึงกันอีกในระยะหลัง ๆ นี้ โดยเฉพาะที่เกิดจากสัตว์ใหญ่อย่างวัว ก็เพราะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับด้านเกษตรกรรมที่ยั่งยืน พลังงานสมัยใหม่ การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs)

..

อย่างไรก็ตาม วัวเป็นหนึ่งในบรรดาสัตว์เศรษฐกิจ หากจำนวนประชากรโลกพุ่งสูงขึ้นเท่าไร ปริมาณความต้องการที่จะเลี้ยง การขยายพื้นที่สำหรับเลี้ยง และความเพียงพอเพื่อเป็นอาหารของมนุษย์ ก็ย่อมเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะประเทศที่กินเนื้อวัวเป็นหลัก

อันที่จริง การเกิดก๊าซเรือนกระจกเกิดจากหลายสาเหตุ ซึ่งก๊าซมีเทนเป็นหนึ่งในนั้น แต่ประเด็นที่ตดของวัวเป็นสาเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนั้น เป็นเรื่องถกเถียงกันเพื่อคิดค้นวิธีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อีกทั้งต้องไม่เป็นการทรมานสัตว์ด้วย แต่การจะห้ามไม่ให้วัวตดหรือเรอ หรือแม้กระทั่งการรณรงค์ให้ผู้ที่นิยมกินเนื้อเป็นชีวิตจิตใจหันมาเลิกกินเนื้อวัวคงจะยากลำบากเกินไปนัก ส่วนจะมาจัดเก็บภาษีตดหรือเรอนั้นก็ต้องติดตามกันดูว่าจะสำเร็จหรือไม่ และทำได้ในระดับใด ซึ่งต้องพิจารณากันให้รอบด้านจากผู้ที่เกี่ยวข้อง

..

อาหารแห่งอนาคต (Future Food) โดยเฉพาะโปรตีนจากพืชแทนเนื้อสัตว์ (PbM : Plant-based Meat) ที่กำลังพูดถึงกันอย่างแพร่หลายในทุกวันนี้ จึงถูกคาดหวังว่าจะมาตอบโจทย์การลดภาวะโลกร้อน ต่อยอดไปถึงความมั่นคงและความยั่งยืนทางอาหาร (Food Security) จวบจนกระทั่งกระบวนการผลิตอาหารในเชิงอุตสาหกรรม ซึ่งเอาไว้โอกาสหน้าเราจะมาแลกเปลี่ยนเรื่องราวนี้กัน

——————-

Copyright by FTI 2022