นับตั้งแต่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรม สิ่งที่พบเห็นคือ วิวัฒนาการของเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงและเจริญก้าวหน้าตามกาลเวลา โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่พลิกโฉมไปมาก จากการนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์เข้ามาช่วยแก้ปัญหาและตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นในภาคการผลิต โดยมาช่วยทำงานด้านความปลอดภัย (Safety) ความแม่นยำสูง(Precision) การเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพในการผลิต และการลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานของภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น

..

หุ่นยนต์เป็นส่วนหนึ่งของระบบอัตโนมัติ และมีการนำปริมาณการใช้หุ่นยนต์ในอุตสาหกรรมมาเป็นตัวชี้วัดการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงเปรียบเทียบของแต่ละประเทศ โดยในรายงานของ Global Industry Vision (GIV) ได้คาดการณ์ล่วงหน้าเกี่ยวกับการทำงานกับหุ่นยนต์ (Working with Bots) ว่า ในปี 2568 (ค.ศ. 2025) อุตสาหกรรมจะมีหุ่นยนต์มาทำงานเคียงข้างมนุษย์ในสายการผลิต ซึ่งเปรียบเทียบว่าจะมีหุ่นยนต์ 103 ตัว ต่อพนักงาน 10,000 คน (หรือใช้หุ่นยนต์ 1 ตัวต่อพนักงาน 100 คน) นอกจากนี้ International Federation of Robotics (IFR) ยังได้เปิดเผยข้อมูลถึง 5 อันดับของประเทศที่ใช้หุ่นยนต์ในการผลิตมากที่สุดในโลก ปี 2564 ได้แก่ อันดับ 1 เกาหลีใต้ ใช้หุ่นยนต์ 1,000 ตัว ต่อพนักงาน 10,000 คน อันดับ 2 สิงคโปร์ ใช้หุ่นยนต์ 670 ตัว ต่อพนักงาน 10,000 คน อันดับ 3 ญี่ปุ่น ใช้หุ่นยนต์ 399 ตัว ต่อพนักงาน 10,000 คน อันดับ 4 เยอรมนี ใช้หุ่นยนต์ 397 ตัว ต่อพนักงาน 10,000 คน และอันดับ 5 จีน ใช้หุ่นยนต์ 322 ตัว ต่อพนักงาน 10,000 คน

..

เมื่อเทรนด์โลกมีแนวโน้มมาเช่นนี้ แรงงานคนไทยในภาคอุตสาหกรรมจึงเกิดความกังวลว่าระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์จะมาแย่งงานหรือแทนที่แรงงานคน รวมไปถึงเกิดความเข้าใจว่าการนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ ก็เพื่อมาลดเวลาการทำงานของคน

..

เปิดบทสัมภาษณ์พิเศษจาก ดร. ขัติยา ไกรกาญจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เควี อีเลคทรอนิคส์ จำกัด ที่มาส่งมอบประสบการณ์และแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาและใช้ระบบอัตโนมัติ เพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs และธุรกิจอื่น นำไปเป็นตัวอย่างในการเริ่มต้นทำระบบอัตโนมัติ ตลอดจนนำไปปรับใช้ในธุรกิจหรือโรงงานต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม

วัดที่จำนวนกระบวนการทำระบบอัตโนมัติดีกว่าวัดที่จำนวนหุ่นยนต์

ดร. ขัติยา เปิดเผยว่า ข้อมูลการจัดอันดับที่นำเสนอในข้างต้น โดยการนำจำนวนหุ่นยนต์มาเป็นตัวแทนชี้วัดการพัฒนาระบบอัตโนมัติในประเทศที่แสดงออกถึงความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีนั้น ในความเห็นส่วนตัว มองว่าเป็นการวัดแบบหยาบที่ใช้ได้ ซึ่งหากจะวัดให้ละเอียดว่าแต่ละอุตสาหกรรมนั้น ๆ มีการพัฒนาอุตสาหกรรมโดยใช้ระบบอัตโนมัติมากน้อยเพียงใด ควรจะวัดที่ผลของจำนวนกระบวนการที่ทำระบบอัตโนมัติมากกว่า เพราะจะแม่นยำกว่าการวัดที่จำนวนหุ่นยนต์ เนื่องจากมีการใช้ระบบอัตโนมัติต่าง ๆ ที่ไม่ได้เป็นหุ่นยนต์อยู่เป็นจำนวนมาก

ยกตัวอย่างที่บริษัทฯ มีพนักงานสายการผลิตประมาณ 100 คน มีใช้หุ่นยนต์แขนกลขนาดเล็กอยู่ 12 ตัว และยังมีระบบอัตโนมัติอื่นช่วยงานอยู่อีกจำนวนหนึ่ง ก็ยังประเมินตนเองว่าระดับการพัฒนาระบบอัตโนมัติยังด้อยกว่าประเทศเกาหลีใต้โดยเปรียบเทียบจากประสบการณ์ที่ไปดูงานที่ต่างประเทศ

การวัดระดับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติจึงควรนับจำนวนกระบวนการทำงานที่ใช้ระบบอัตโนมัติเทียบกับกระบวนการทำงานทั้งหมดที่มีอยู่ในโรงงาน แต่อาจเก็บข้อมูลได้ยาก จึงมีการนำมาใช้กันน้อย

..

ทำความเข้าใจ “ระบบอัตโนมัติกับหุ่นยนต์”

ดร. ขัติยา กล่าวว่า หุ่นยนต์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบอัตโนมัติเท่านั้น ยังมีระบบอัตโนมัติในสายการผลิตที่ไม่ได้เห็นเป็นรูปร่าง เป็นตัว ๆ อยู่อีกมาก ระบบอัตโนมัติปัจจุบันมีความสามารถในการทำงานที่ซับซ้อนมากได้ การทำงานของระบบอัตโนมัติหรือกลไกต่าง ๆ ที่ทำงานได้เอง ทำได้โดยทำงานตามขั้นตอนที่ระบุในโปรแกรมที่เขียนไว้ ซึ่งระบบอัตโนมัติได้เข้ามามีส่วนช่วยในการทำงานหลาย ๆ อย่างในชีวิตประจำวัน อาทิ ประตูเปิดปิดอัตโนมัติ ลิฟต์ ก็เป็นระบบอัตโนมัติแบบหนึ่ง ซึ่งจะเห็นได้ว่าระบบอัตโนมัติจะช่วยเราทำงานอย่างเดิมซ้ำ ๆ ได้ดี

ส่วนหุ่นยนต์เป็นชุดอุปกรณ์ที่ถูกออกแบบมาเฉพาะทาง ให้สามารถทำงานซับซ้อนได้ดี หรือสามารถเคลื่อนที่ได้ เช่น นำแขน ขา กล้อง ซึ่งถูกสร้างขึ้นเป็นส่วน ๆ มาประกอบกันเป็นหุ่นยนต์ให้มีความสามารถ โดยทำงานตามชุดคำสั่งของโปรแกรมเฉพาะทางอย่างอัตโนมัติ มีประสิทธิภาพและแม่นยำ หรือเพื่อทำงานในหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่ง โดยเฉพาะเป็นสิ่งที่อันตราย มีความเสี่ยง และคนไม่สามารถทำได้ เช่น โดรน (Drone) หุ่นยนต์ดำน้ำลึก หุ่นยนต์ทำความสะอาดกังหันลม หรือหุ่นยนต์รูปแบบต่าง ๆ ที่เราเห็นอยู่แล้วในโรงงานอุตสาหกรรม

..

ระบบอัตโนมัติที่ดีจะต้องทำงานร่วมกับคนได้ดี ไม่มีการรอกัน

ควรศึกษาก่อนว่า ในระหว่างที่หุ่นยนต์หรือระบบอัตโนมัติกำลังทำงานร่วมกับคน คนยืนรอหุ่นยนต์หรือระบบอัตโนมัติ ในทางกลับกัน ระหว่างที่คนกำลังทำงาน หุ่นยนต์หรือระบบอัตโนมัติรอคน ระบบอัตโนมัติที่ดีควรทำงานลักษณะต่อเนื่องได้ ไม่มีการรอกัน

ทั้งนี้ ระบบอัตโนมัติที่ดีจะต้องสามารถทำงานร่วมกับคนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม ส่วนคนต้องเรียนรู้และปรับตัวให้ทำงานเข้ากับระบบอัตโนมัติ ระบบอัตโนมัติควรทำงานส่วนที่ง่ายและทำซ้ำ ๆ และควรใช้ทักษะของคน เช่น การตัดสินใจในบางสถานการณ์ ซึ่งจะสามารถทำงานที่ซับซ้อนร่วมกันได้ อย่างนี้จึงจะเหมาะสมกว่า

ยกตัวอย่างการทำงานที่ซับซ้อน เช่น เอาลวดสปริงมาร้อยใส่ท่อ เป็นงานที่ยากสำหรับระบบอัตโนมัติหรือหุ่นยนต์ ซึ่งก็มีความพยายามสร้างให้ระบบอัตโนมัติหรือหุ่นยนต์ทำตรงจุดนี้จนสำเร็จแต่ก็ลงทุนสูง เพราะงานยิ่งซับซ้อนมาก ต้นทุนการสร้างระบบอัตโนมัติก็ยิ่งสูงตาม นั่นหมายความว่า โรงงานผลิตจะต้องผลิตสินค้าจำนวนมาก ๆ เพื่อให้คุ้มค่า อีกแนวทางหนึ่งอาจให้คนช่วยเริ่มต้นร้อยลวดสปริงในท่อก่อน แล้วให้ระบบอัตโนมัติทำขั้นตอนที่เหลือ เป็นต้น ถ้าเป็นเช่นนี้ การลงทุนก็จะลดลง

..

ส่งเสริมการทำงานร่วมกันด้วย 2C อย่างปลอดภัย

การทำระบบอัตโนมัติแยกออกเป็น 2 แบบ คือ

  1. Combining Process โดยใช้ความรู้เรื่องการลีน (Lean) และวิศวกรรมอุตสาหการ (Industrial Engineering : IE) มาช่วยลดความสูญเสียและสูญเปล่า และรวมขั้นตอนให้ลดลงหรือเหลือน้อยลงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
  2. Connecting Process เป็นกระบวนการเชื่อมต่อการทำงานให้ต่อเนื่อง โดยที่คนไม่ต้องหยิบสิ่งของไปส่งเอง ทำให้การผลิตมีความต่อเนื่องขึ้น

หากระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ เป็นเครื่องจักรขนาดใหญ่ ความปลอดภัยในการทำงานเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดที่จะให้คนทำงานร่วมกับระบบอัตโนมัติได้โดยไม่เกิดอันตรายจากการทำงาน ดังนั้น การออกแบบและการสร้างระบบ จึงต้องให้ความสำคัญและคำนึงถึงความปลอดภัยกับคนทำงาน ยิ่งระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ต้องทำงานร่วมกับคนจำนวนมากด้วยแล้ว ความปลอดภัยยิ่งต้องสูงมากขึ้นตามไปด้วย

..

ระบบอัตโนมัติกับการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity)

เป้าหมายสูงสุดของการนำระบบอัตโนมัติมาใช้ คือ เพิ่มผลิตภาพการผลิตเพื่อให้แข่งขันได้ การเพิ่มผลิตภาพจะเป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพการผลิต ทั้งปัจจัยการผลิต (Input) และผลผลิต (Output) ซึ่งในการออกแบบระบบอัตโนมัติ ควรสร้างระบบที่ทั้งคนและระบบอัตโนมัติ/หุ่นยนต์ต้องแบ่งงานกันและช่วยกันทำงาน เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ คือ ลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตโดยรวมอย่างเหมาะสม

..

แชร์ประสบการณ์ตรง

บริษัท เควี อีเลคทรอนิคส์ จำกัด ซึ่งเป็นธุรกิจประเภทผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับอุตสาหกรรม Power Electronics ได้เริ่มมีการประยุกต์แนวคิด INDUSTRY 4.0 มาใช้ในอุตสาหกรรม นโยบาย คือ ให้มีอุปกรณ์การผลิตในรูปแบบที่ทันสมัย เริ่มมีการใช้เครื่องจักร (Mechanization) มาช่วยในการผลิต และเริ่มออกแบบและพัฒนาระบบอัตโนมัติ/หุ่นยนต์ ทำงานร่วมกับคนมาช่วยเพิ่มผลผลิต จะเรียกว่าเป็นบริษัท SME กลุ่มแรกที่ทำตามแนวทางของ INDUSTRY 4.0 ก็คงไม่ผิด ในปัจจุบันมีหลากหลายองค์กรที่เข้าไปศึกษาดูงานที่บริษัทฯ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ก็สามารถลงทุนระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ได้โดยใช้ต้นทุนต่ำ

ดร. ขัติยา เปิดเผยว่า ในช่วงเริ่มต้นบริษัทฯ ได้เงินกู้มาลงทุนทำระบบอัตโนมัติ เนื่องจากบริษัทฯ มีกระบวนการผลิตที่คิดว่าจำเป็นที่จะใช้ระบบอัตโนมัติจำนวนหนึ่ง โดยให้ System Integrator หลายราย เรียกย่อว่า SI มาประเมินช่วยออกแบบและสร้างระบบ รวมเป็นงบลงทุนหลายล้านบาท ผลคือ ใช้งานได้อยู่ระยะหนึ่งแล้วต้องหยุดการใช้งาน เพราะผลผลิต (% Yield) ลดต่ำลงกว่าเดิมมาก จนได้มาเข้าอบรมโครงการ LASI (Lean Automation System Integrator) ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จึงได้เข้าใจ ค้นพบ และได้ความรู้ คือ การทำระบบอัตโนมัติที่ไม่ควรทำเลียนแบบการทำงานของคน ควรมีความรู้ด้านวิศวกรรมอุตสาหการ (Industry Engineering: IE) ควรเข้าใจหลักการระบบลีน (Lean) ควรเข้าใจเรื่องความแม่นยำ (Precision) และมีการเขียนโปรแกรมที่ดี ซึ่งก็จะสามารถปรับปรุงโปรแกรมตามการปรับปรุงกระบวนการผลิตได้ง่าย และมีการพัฒนางานได้อย่างรวดเร็ว

..

คำแนะนำสำหรับ SMEs

เท่าที่ทราบ การประเมินความพร้อมไปสู่การเป็นอุตสาหกรรม 4.0 ของประเทศไทย ภาพรวมอยู่ที่ประมาณระดับ 2.0 ซึ่งหมายความว่า SMEs ส่วนใหญ่ยังใช้ทักษะของคนทำงานกับอุปกรณ์หรือเครื่องจักรบางประเภท และยังมีการใช้ระบบอัตโนมัติไม่มากนัก

ประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งหากผู้ประกอบการ SMEs ต้องการจะเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) จำเป็นต้องรู้ปัญหาและจุดอ่อน (Pain Point) ของตัวผู้ประกอบการเอง ทั้งปัจจัยการผลิต (Input) ผลผลิต (Output) ปริมาณการผลิตตามคำสั่งซื้อ และเวลาที่ใช้อยู่ในกระบวนการผลิตในแต่ละขั้นตอน (Cycle Time) การได้มาซึ่งข้อมูลนั้นสำคัญ จึงต้องมาจากการวัดจริง หรือสามารถนำ Industrial Internet of Things หรือ IIoT เข้ามาช่วยเก็บข้อมูลก็ได้ และที่สำคัญ ต้องศึกษาความรู้ด้านวิศวกรรมอุตสาหการ (Industry Engineering: IE) และระบบลีน (Lean) เข้ามาช่วยในปรับปรุงกระบวนการผลิต หลังจากได้ข้อมูลขั้นตอนและเวลาของกระบวนการผลิตแล้ว ก็ควรทำ Lean เพื่อลดความสูญเปล่าในกระบวนการผลิตก่อน เมื่อจะนำระบบอัตโนมัติมาใช้ จำเป็นต้องคำนวณหาจุดคุ้มทุน และต้องคำนึงถึงการเลือกใช้ระบบอัตโนมัติที่คุ้มค่าการลงทุน ซึ่งผู้ประกอบการ SMEs ที่ผลิตแบบ Make-to-Order (MTO) มีคำสั่งการผลิตชัดเจนจำนวนหนึ่ง การลงทุนสูง ๆ จึงอาจไม่คุ้มค่า อันที่จริงสามารถลงทุนในระบบอัตโนมัติอย่างง่ายก่อนได้ โดยนำมาเสริมคู่กับการทำงานของคน เช่น สายพานลำเลียง หรือแขนกล นี่ก็นับว่าเป็นระบบอัตโนมัติอย่างหนึ่งที่ใช้กันมาเป็นเวลาหลายสิบปีที่มองข้ามกัน นอกจากนี้ วิธีการเรียนรู้ระบบอัตโนมัติอย่างง่ายคือ การเข้าไปศึกษาเยี่ยมชมโรงงานต่าง ๆ ที่ใช้ระบบอัตโนมัติเพื่อเรียนรู้ และช่วยในการตัดสินใจ

..

ไม่เห็นด้วยให้ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์แทนที่คนในทุกขั้นตอนการผลิต

บทบาทของระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ที่ถูกนำมาใช้เพื่อยกระดับอุตสาหกรรม จะช่วยสนับสนุนให้คนมีเวลาทำงานที่มีคุณค่าเพิ่มขึ้น ซึ่งระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์จะไม่สามารถมาทดแทนคนทั้งหมดได้ ทั้งนี้ หากเลือกการลงทุนที่ระบบทั้งหมดเพื่อแทนที่คน ส่งผลให้เกิดการเลิกจ้างงาน เสียทักษะฝีมือแรงงานที่ชำนาญ จุดนี้ไม่เห็นด้วย

คนซึ่งเป็นแรงงานสำคัญจะต้องได้รับการพัฒนาทักษะและเพิ่มขีดความสามารถ เพื่อให้สามารถทำงาน ควบคุม และสั่งการทำงานตัวระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ได้ เพราะอย่างไรก็ตาม ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ก็ต้องการคนเช่นกัน

..

ท้ายสุดนี้…ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ ไม่เคย​ทำงาน​ตามอารมณ์ และไม่มีคำว่าหยุดพัก คนต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคของการเปลี่ยนแปลงด้วย เพราะไม่เช่นนั้นก็อาจจะโดนแย่งงานจริง ๆ ก็ได้ !

 ————————

Copyright by FTI 2022