เมื่อวันศุกร์ที่ 13 มกราคม 2566 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้หารือกับสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) เพื่อจัดทำแผนโครงการที่มีศักยภาพระหว่าง สพพ. กับราชอาณาจักรภูฎาน ระหว่างปี 2565-2570 โดยมีนายถาวร ชลัษเฐียร รองประธาน ส.อ.ท. และประธานสถาบันเสริมสร้างขีดความสามารถมนุษย์ พร้อมด้วยคณะกรรมการ ส.อ.ท. นายสรณ์ปกรณ์ ศิรการบัณฑิตย์ กรรมการสายงาน FTI Academy และนายมนัส อารีย์ ที่ปรึกษากลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอ ให้การต้อนรับพันเอก ดร. ศรัณยู วิริยเวชกุล รองผู้อำนวยการ สพพ. นายระพิพิษณ์ พรหมนารท ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน นายมงคล เจริญศรี เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผนอาวุโส นางสาวเบญญาภา ธนาศักดิวัต เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ และนายวาสิทธิ์ อนันตวิเชียร เจ้าหน้าที่วิเคราะห์โครงการชำนาญการ ณ ห้อง C.P. Group & True (1010) ส.อ.ท.

พันเอก ดร. ศรัณยู อธิบายถึงภารกิจและขอบเขตการดำเนินงานของ สพพ. โดยมีภารกิจในการสร้างความร่วมมือกับประเทศที่มีพรมแดนติดกัน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาการเชื่อมโยงกันในหลายๆ ภาคส่วน ภายใต้แนวคิด “การมีผลประโยชน์ร่วมกัน” อาทิ การส่งเสริมและสนับสนุนเงินทุนในการสร้างและพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) และระบบโลจิสติกส์ที่จะเร่งกระตุ้นกิจกรรมต่างๆ ภายในประเทศ โดยเฉพาะในด้านการซื้อขายและการดำเนินธุรกิจในบริเวณชายแดนด้วย

สำหรับกรณีภูฏานนั้น ในช่วงปี 2565 – 2570 สพพ. ได้กำหนดยุทธศาสตร์ความร่วมมือที่มุ่งเน้นการพัฒนาเมือง โครงสร้างดิจิทัล และทรัพยากรมนุษย์ การดำเนินงานเหล่านี้จะก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางอ้อมในแง่ของการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเข้าไปลงทุน หรือการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทยในภูฏาน

ด้านนายถาวร เสนอให้ สพพ. ออกแบบแผนการดำเนินการที่เน้นความสำคัญในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทาง Soft skills การพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การโรงแรม และอาหาร ตลอดจนหาแนวทางในการนำหลัก BCG Model (Bio-Circular-Green Economy) หรือเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว ไปใช้ในการดำเนินธุรกิจหรืออุตสาหกรรมภายในประเทศ ซึ่งหลักการนี้สอดคล้องกับความเป็นภูฏานอยู่แล้วในเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนและไม่สูญเสียวัฒนธรรมความเป็นภูฏานที่ถูกจัดว่าเป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดและมีสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนประเด็นอื่นๆ อาทิ การดำเนินกิจกรรมในอุตสาหกรรมสิ่งทอซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่ทำมูลค่าการส่งออกไปยังภูฏานติดอันดับ 3 ของทั้งหมด โครงการฝึกทักษะอาชีพให้แก่นักเรียนจากประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม (Cambodia, Laos, Myanmar, Vietnam -CLMV) เพื่อเป็นแนวทางในการออกแบบกิจกรรมแลกเปลี่ยนทักษะความรู้ระหว่างแรงงานให้แก่ภูฏาน แนวทางในการพัฒนาความร่วมมือด้านแรงงาน การออกแบบแพลตฟอร์ม e-learning ตลอดจนประเด็นด้านสังคม การเมือง และวัฒนธรรมของประเทศภูฏานอีกด้วย