โดย สถาบันนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

วิกฤตอาหารโลก (Global Food Crisis)

อาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่มีความสำคัญและจำเป็นต่อการดำรงชีวิต มนุษย์ส่วนใหญ่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในระยะเวลา 7-10 วันเท่านั้น โดยปราศจากอาหารหล่อเลี้ยงร่างกาย แต่คุณทราบหรือไม่ว่า เรากำลังเผชิญกับภาวะที่เรียกว่า “วิกฤตอาหารโลก (Global Food Crisis)” ซึ่งเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์โลก โดยธนาคารโลก (World Bank) ได้ระบุว่า วิกฤตอาหารโลกได้เริ่มขึ้นแล้วตั้งแต่ปี 2565 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ จากรายงานของ Global Report on Food Crises 2022 ล่าสุดระบุว่า ประชากรเกือบ 193 ล้านคน ใน 53 ประเทศ กำลังเผชิญกับปัญหาความไม่มั่นคงด้านอาหารอย่างเฉียบพลัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาเกือบ 40 ล้านคน อันเป็นผลพวงมาจากปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่

  • ภาวะสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยืดเยื้อต่อเนื่องหลายเดือน ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบทางการเกษตรที่นำมาใช้ประกอบอาหารปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากทั้งสองประเทศถือเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกวัตถุดิบทางการเกษตรเพื่อนำไปประกอบอาหารรายใหญ่ของโลก ยิ่งไปกว่านั้นราคาก๊าซที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลทำให้ราคาปุ๋ยต้องปรับสูงขึ้นตามไปด้วยจากการที่ก๊าซเป็นต้นทุนสำคัญในการผลิตแอมโมเนียในปุ๋ย และราคาอาหารก็ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ ราคาข้าวสาลีในเดือนมีนาคม 2565 ที่ปรับตัวขึ้นกว่า 31 % เมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม 2564 หรือจะเป็นราคาข้าวโพดที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 32 % ในช่วงเวลาเดียวกัน เป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งอาหารของประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศที่ยากจน
  • หลายประเทศมีนโยบายปกป้องตัวเองเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร (Food Protectionism) และเริ่มประกาศกักตุนและจำกัดหรือห้ามการส่งออกแล้วกว่า 30 ประเทศ เพื่อสำรองวัตถุดิบอาหารและพลังงานไว้สร้างความมั่นคงทางอาหารและการบริโภคภายในประเทศก่อนการส่งออก อาทิ อินโดนีเซียจำกัดการส่งออกน้ำมันปาล์มจนถึง 31 ธันวาคม 2565 มาเลเซียจำกัดการส่งออกเนื้อสัตว์ปีกและไก่ จำนวน 6 ล้านตัวต่อเดือน อินเดียระงับการส่งออกข้าวสาลีเป็นการชั่วคราว
  • สภาวะโลกร้อน (Global Warming) ที่ถูกเร่งสปีดให้สูงเพิ่มขึ้น ๆ จากสารพัดกิจกรรมปล่อยก๊าซเรือนกระจกของมวลมนุษยชาติ ไม่เว้นแม้แต่การผลิตอาหารอย่างการทำปศุสัตว์ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศโลกสูงเป็นอันดับสองรองจากภาคอุตสาหกรรม ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อน สภาพอากาศแปรปรวน เกิดความแห้งแล้งและฝนตกชุก น้ำท่วมในหลายประเทศ ส่งผลต่อพื้นที่เพาะปลูก และผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำทั่วโลก

เมื่อไม่นานมานี้ นักวิทยาศาสตร์ ศาสตราจารย์ Julian Cribb ยังได้ออกมาเตือนว่า สภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศในทั่วโลกนี้ จะทำให้มนุษย์ขาดแคลนอาหาร จนกระทั่งอาหารหมดโลกภายในปี 2593 อีกทั้งสถาบันทรัพยากรแห่งโลก ยังได้รายงานว่า ในปี 2593 จะต้องมีการผลิตอาหารเพิ่มถึง 50 % ของปัจจุบัน ถึงจะสามารถรองรับจำนวนประชากรได้ นอกจากนี้พวกเรายังประสบเคราะห์ซ้ำกรรมซัดจากปัจจัยเร่งที่จะทำให้อาหารขาดแคลนเร็วขึ้น นั่นคือจำนวนประชากรทั่วโลกที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปีอีกด้วย

..

นวัตกรรม “อาหารแห่งอนาคต (Future Food)”

ถ้าโจทย์ที่เราต้องหาคำตอบคือ ทำอย่างไรถึงจะลดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก ไปพร้อม ๆ กับการเพิ่มผลผลิตทางอาหารให้เพียงพอต่อประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น ?

สิ่งที่ตอบโจทย์นี้ได้ดีที่สุดคือ การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสร้างแหล่งอาหารใหม่ ที่เพิ่มผลผลิตได้เร็วกว่า ใช้พื้นที่เพาะเลี้ยงน้อยกว่าการทำปศุสัตว์แบบเก่า ลดทรัพยากรอาหารในการเลี้ยงดู ที่สำคัญยังให้คุณค่าทางโภชนาการสูงและดีต่อความยั่งยืนของโลก เพราะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการสร้างขยะเหลือทิ้ง (Zero Waste) จากกระบวนการผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งในปัจจุบันมีการบัญญัติศัพท์ขึ้นและเรียกแหล่งอาหารใหม่ที่เกิดจากการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสร้างอาหารว่า “อาหารแห่งอนาคต (Future Food)

ฉะนั้นวันนี้ “อาหารแห่งอนาคต (Future Food)” จึงไม่ใช่สิ่งที่ไกลตัวพวกเราอีกต่อไป แต่เป็นทางออกของเราและของโลก ที่อาหารจะไม่เป็นแค่ของอร่อยกินอิ่มท้อง แต่จะเป็นอาหารที่ดีต่อใจ ดีต่อสุขภาพ และดีต่อโลกใบนี้ของเรา

..

เทรนด์อุตสาหกรรม “อาหารแห่งอนาคต (Future Food)”

เทรนด์อุตสาหกรรม “อาหารแห่งอนาคต (Future Food)” คือ เทรนด์อาหารอย่างหนึ่งของอุตสาหกรรมอาหารโลกที่ต่อยอดกระบวนการผลิตอาหารแบบเดิม ให้ตอบโจทย์การลดสภาวะโลกร้อนไปพร้อมกับสร้างระบบอาหารที่เน้นคุณค่าทางโภชนาการสูงและดีต่อความยั่งยืนของโลก เป็นที่มาของความหลากหลายในการต่อยอดที่ไม่จำกัดรูปแบบหน้าตาของอาหารอนาคต ขอเพียงทำแล้วตอบโจทย์แนวทาง “ดีต่อใจ-ดีต่อสุขภาพ-ดีต่อโลก” ตัวอย่างแนวคิดกว้าง ๆ ของเทรนด์อุตสาหกรรม “อาหารแห่งอนาคต (Future Food)” ได้แก่

  1. เทรนด์อุตสาหกรรม Novel Food หรือที่เรียกในภาษาไทยว่า “อาหารใหม่” กระทรวงสาธารณสุขได้ให้ความหมายของ “Novel Food หรือ อาหารใหม่” ไว้ 3 ข้อ ดังนี้
  • อาหารใหม่ หมายถึง อาหารหรือส่วนประกอบของอาหาร ที่ปรากฏหลักฐานทางวิชาการว่ามีประวัติการบริโภคเป็นอาหารน้อยกว่า 15 ปี
  • อาหารใหม่ หมายถึง อาหารหรือส่วนประกอบของอาหาร ที่ได้จากกระบวนการผลิตที่มิใช่กระบวนการผลิตโดยทั่วไปของอาหารนั้น ๆ ที่ทำให้ส่วนประกอบ โครงสร้างของอาหาร รูปแบบของอาหารนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลต่อคุณค่าทางโภชนาการ กระบวนการทางเคมีภายในร่างกายของสิ่งมีชีวิต หรือระดับของสารที่ไม่พึงประสงค์
  • อาหารใหม่ หมายถึง ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีวัตถุตามข้อ 1) และ ข้อ 2) เป็นส่วนประกอบ

อธิบายแบบให้เข้าใจง่าย ๆ Novel Food ก็คือ

  • เป็นอาหารที่ไม่เคยถูกนำมาเป็นอาหารมาก่อน หรือมีการบริโภคน้อยกว่า 15 ปี
  • เป็นอาหารที่ใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมแปลกใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในการผลิตอาหารนั้น

ตัวอย่างของ Novel Food ได้แก่

  • เนื้อเทียม (Plant-based Protein) จากโปรตีนทางเลือก ได้แก่ พืช เห็ด และธัญพืชต่าง ๆ
  • เนื้อจากห้องแล็บ (Cultured Meat) การเพาะตัวอย่างเนื้อเยื่อเซลล์สัตว์ให้เพิ่มปริมาณ
  • อาหารนวัตกรรมใหม่ ตัวอย่างเช่น ใช้ Nano Food ทำน้ำพริกกะปิผง
  • ซูเปอร์ฟูด (Super Food) อาหารใหม่ ๆ ที่ให้สารอาหารสูงกว่า เช่น แมลง สาหร่าย

2. เทรนด์อุตสาหกรรมส่งเสริมสุขภาพ (Functional Food)

Functional Food คือ อาหารปกติที่มีการใส่คุณประโยชน์ทางโภชนาการเฉพาะเข้าไปส่งเสริมสุขภาพในด้านต่าง ๆ และตัดลดสารอาหารที่ให้ประโยชน์น้อยออกไป เช่น นม Lactose Free สำหรับผู้แพ้นมวัว หรือโปรตีนบาร์เพื่อสุขภาพที่เพิ่มคุณประโยชน์โดยใช้โปรตีนจากผงจิ้งหรีดบด

3. เทรนด์อุตสาหกรรมเกษตรอินทรีย์ (Organic Food)

คือเทรนด์อุตสาหกรรมแปรรูปที่ผลิตจากวัตถุดิบอาหารที่ได้จากการเพาะปลูกพืชผัก หรือทำฟาร์มปศุสัตว์ ด้วยการใช้แนวทางเกษตรอินทรีย์ ที่คำนึงถึงการพึ่งพากันของระบบนิเวศทางธรรมชาติทั้งระบบ ลดหรือไม่พึ่งพาสารเคมี ทำให้ได้วัตถุดิบอาหารที่ปลอดภัยจากสิ่งปนเปื้อน ดีต่อผู้บริโภคและดีต่อสิ่งแวดล้อม

4. เทรนด์อุตสาหกรรมแนวคิดการลดขยะเหลือทิ้ง (Zero Waste Cooking)

คือเทรนด์อุตสาหกรรมอาหารที่คำนึงถึงการลดขยะเหลือทิ้งจากขั้นตอนการสร้างอาหาร ตั้งแต่เพาะปลูก ขนส่ง แปรรูป ปรุงอาหาร ตลอดจนบรรจุภัณฑ์สินค้า เพราะขยะจากอาหารเหลือทิ้งที่ฝังกลบดิน ถึงแม้จะเกิดการย่อยสลายตามธรรมชาติ แต่ก็มีส่วนเพิ่มก๊าซมีเทนที่ก่อให้เกิดสภาวะเรือนกระจกที่ส่งผลต่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้นเช่นกัน

————————-

เอกสารอ้างอิง

  1. Food Security Update | World Bank Group
  2. Global Report on Food Crises: acute food insecurity hits new highs | Food and Agriculture Organization (FAO)
  3. วิกฤติอาหารโลกต่อเศรษฐกิจไทย, กองวิจัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม