เหตุผลสำคัญมาจากความกังวลเรื่อง กำลังการผลิตเหล็กส่วนเกินของโลก (Global Steel Overcapacity) ซึ่ง EU ประเมินว่าปัจจุบันอยู่ในระดับมากกว่า 620 ล้านตัน และอาจเพิ่มเป็น 721 ล้านตันภายในปี 2570 ขณะเดียวกัน หลายประเทศเริ่มใช้มาตรการจำกัดการนำเข้า ทำให้ EU กังวลว่าเหล็กส่วนเกินจะไหลเข้าสู่ตลาดยุโรปมากขึ้น และสร้างแรงกดดันต่อผู้ผลิตภายในภูมิภาค EU จึงนำมาตรการ TRQ มาใช้ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กภายในภูมิภาค และเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ให้ถึง 80%
ภายใต้มาตรการ TRQ สินค้าเหล็กสามารถนำเข้าได้ภายใต้โควตาที่กำหนด โดยเมื่อโควตาที่เกี่ยวข้องถูกใช้เต็มแล้ว การนำเข้าส่วนที่เกินจะถูกเรียกเก็บอากรเพิ่มเติม 50% ตามเงื่อนไขของมาตรการ
• ประเภทสินค้า: สินค้าอยู่ในกลุ่มและพิกัดศุลกากรใด**
• สิทธิการใช้โควตา: ประเทศต้นทางได้รับการจัดสรรโควตาอย่างไร
• โควตาคงเหลือ: ในช่วงเวลาที่จะส่งออกยังมีโควตาเพียงพอหรือไม่
อีกประเด็นที่ต้องจับตาย คือ การจัดสรรโควตาไม่ได้ใช้เงื่อนไขเดียวกันกับทุกประเทศ โดย EU แบ่งโควตาตามกลุ่มประเทศและเงื่อนไขที่กำหนด รวมถึงจัดสรรโควตาสำหรับประเทศคู่ค้า FTA
สำหรับประเทศไทย ซึ่งไม่มี FTA กับ EU การเข้าถึงตลาดจึงต้องพิจารณาโควตาส่วนที่เหลือ (Residual Quota) ตามหลักเกณฑ์ของ EU โดยข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า โควตาส่วนนี้มีประมาณ 0.95 ล้านตันต่อปี หรือราว 5% ของโควตารวม และมีการจัดสรรเป็นรายไตรมาสในลักษณะ “มาก่อนได้ก่อน” (First-come, first-served)
ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ไทยส่งออกสินค้าเหล็กไป EU ประมาณ 230,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 5,314 ล้านบาท จึงควรประเมินผลกระทบต่อคำสั่งซื้อและแผนส่งออกหลังมาตรการใหม่เริ่มใช้ โดยพิจารณาจากประเภทสินค้าและโควตาที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี
ผลกระทบทางอ้อมที่ต้องระวังคือ การเบี่ยงเบนทางการค้า (Trade Diversion) หากผู้ส่งออกจากประเทศที่มีเหล็กส่วนเกินไม่สามารถระบายสินค้าเข้าสู่ตลาด EU ได้ตามเดิม ก็อาจหันไปหาตลาดอื่น รวมถึงอาเซียนและไทยมากขึ้น โดยประเทศที่ควรติดตาม ได้แก่ จีน เวียดนาม และอินเดีย
สถานการณ์ดังกล่าวอาจเพิ่มแรงกดดันต่อผู้ผลิตเหล็กไทย ซึ่งปัจจุบันมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ในระดับต่ำประมาณ 30% หากการแข่งขันด้านราคาทวีความรุนแรงขึ้น อาจกระทบต่อปริมาณการผลิต ความสามารถในการแข่งขัน และการจ้างงานในอุตสาหกรรมเหล็ก รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน
ส.อ.ท. เสนอเจรจาโควตาเหล็กคาร์บอนต่ำ พร้อมเฝ้าระวัง Trade Diversion
จากผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กได้เสนอให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศผลักดันประเด็นโควตาสำหรับเหล็กที่มีการปล่อยคาร์บอนแฝงต่ำ (Low Embodied Carbon Steel) ภายใต้หลักต่างตอบแทน (Reciprocal) ให้เป็นหนึ่งในประเด็นการเจรจา FTA ไทย–EU ที่กำลังดำเนินอยู่ พร้อมเสนอให้ติดตามและเฝ้าระวังความผิดปกติของการนำเข้าเหล็กที่อาจเกิดจาก Trade Diversion อย่างใกล้ชิด
Melt and Pour กติกาใหม่ที่ผู้ส่งออกต้องเตรียมพร้อม
นอกจากมาตรการ TRQ แล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 EU เริ่มบังคับใช้ข้อกำหนดเกี่ยวกับประเทศที่เหล็กถูกหลอมและเทครั้งแรก (Country of Melt and Pour) สำหรับสินค้าเหล็กที่อยู่ในขอบเขตมาตรการ โดยผู้นำเข้าต้องแจ้งประเทศต้นทางดังกล่าวในเอกสารศุลกากร พร้อมแสดงหลักฐานที่ตรวจสอบได้ เช่น Mill Test Certificate ซึ่งต้องมีข้อมูลประเทศที่หลอมและเทเหล็ก รวมถึงหมายเลข Heat Number ตามข้อกำหนด
ในกรณีที่เอกสารหลักไม่ครบถ้วน หรือไม่สามารถจัดทำ Mill Test Certificate ได้ กฎ EU กำหนดให้สามารถใช้เอกสารอื่นประกอบหรือทดแทนได้ภายใต้เงื่อนไขที่ระบุ หากไม่สามารถแสดงหลักฐานที่เหมาะสมและตรวจสอบได้ อาจถูกปฏิเสธการนำเข้า
ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมตัวอย่างไร?
เพื่อรับมือกับกติกาการค้าใหม่ ผู้ส่งออกและผู้ผลิตเหล็กไทยควรเร่งดำเนินการ 4 เรื่องสำคัญ
1. ตรวจสอบพิกัดสินค้าและโควตา ยืนยันประเภทสินค้า Product Category Code สิทธิการใช้โควตา และปริมาณโควตาคงเหลือก่อนวางแผนส่งออก
2. บริหารคำสั่งซื้อและกำหนดส่งมอบ ประสานผู้นำเข้าเพื่อติดตามสถานะโควตา และประเมินความเสี่ยงด้านต้นทุนหากโควตาเต็ม
3. จัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ รวบรวมข้อมูลแหล่งที่มาของเหล็ก พร้อมเตรียม Mill Test Certificate และเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน
4. เฝ้าระวังสินค้านำเข้าและตลาดในประเทศ ติดตามปริมาณ ราคา และรูปแบบการนำเข้าเหล็กที่อาจเปลี่ยนแปลงจาก Trade Diversion
กติกาใหม่ของ EU สะท้อนให้เห็นว่า การแข่งขันในตลาดเหล็กกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านราคาไปสู่การแข่งขันที่ต้องบริหารทั้งโควตา ต้นทุน และความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน โดยมีมาตรการ TRQ, CBAM และข้อกำหนด Melt and Pour เป็นปัจจัย
“Melt & Pour คืออะไร? ทำไมเหล็กที่ Made in Thailand อาจยังต้องเปิดที่มาของวัตถุดิบ”









