Economic WatchEconomic Watch

กกร. ประเมินเศรษฐกิจโลกเสี่ยงสูง-หั่นจีดีพีปีนี้เหลือ 2.4-2.6% พร้อมจี้รัฐเร่งเชื่อม K-Shape และสกัดสินค้าเถื่อนอุ้ม SME ไทยThe Joint Private Sector Committee Assesses Global Economy as High Risk - Lowers GDP Forecast for This Year to 2.4-2.6% While Urging Government to Accelerate K-Shape Integration and Combat Illegal Goods Supporting Thai SMEs

4 พ.ย. 25694 Nov 2026 0

กกร. ประเมินเศรษฐกิจโลกเสี่ยงสูง-หั่นจีดีพีปีนี้เหลือ 2.4-2.6% พร้อมจี้รัฐเร่งเชื่อม K-Shape และสกัดสินค้าเถื่อนอุ้ม SME ไทย คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินเศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นจากราคาน้ำมันและภูมิรัฐศาสตร์ ระบุการประชุม IMF - World Bank เป็นโอกาสสำคัญของไทยในการเป็น "The Joint Private Sector Committee assesses the global economy as high risk - lowers this year's GDP forecast to 2.4-2.6% while urging the government to accelerate K-Shape integration and combat illegal goods supporting Thai SMEs. The Joint Private Sector Committee of three institutions (JCC) evaluates that the global economy has increased risks due to oil prices and geopolitical factors, stating that the IMF - World Bank meeting is a crucial opportunity for Thailand to become a "

แชร์:Share:
กกร. ประเมินเศรษฐกิจโลกเสี่ยงสูง-หั่นจีดีพีปีนี้เหลือ 2.4-2.6% พร้อมจี้รัฐเร่งเชื่อม K-Shape และสกัดสินค้าเถื่อนอุ้ม SME ไทย คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินเศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นจากราคาน้ำมันและภูมิรัฐศาสตร์ ระบุการประชุม IMF - World Bank เป็นโอกาสสำคัญของไทยในการเป็น "Trust Connector" เชื่อมต่อการลงทุนใหม่ๆ พร้อมห่วงใยต่อปัญหาเศรษฐกิจแบบ K-Shape ที่ภาคอุตสาหกรรมขาบนเติบโตสูงแต่พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้ามาก
ทำให้การกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจภายในยังมีจำกัด เสนอภาครัฐเร่งดึงกลุ่ม K ขาบนเข้าเชื่อมโยงกับซัพพลายเชนในประเทศ พร้อมยกระดับขีดความสามารถของ K ขาล่างและกลุ่ม SME เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างทั่วถึงและยั่งยืน วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงผลการประชุม กกร. ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นอย่างใกล้ชิด
จากปัจจัยด้านราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวอยู่ในระดับ 100–110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงต้นเดือน และมีแนวโน้มสูงขึ้นตามความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อ ต้นทุนค่าครองชีพ และมาตรการทางการคลังที่เข้มงวดขึ้นในยุโรป ซึ่งส่งผลให้เกิดการชุมนุมประท้วงด้านค่าครองชีพและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวที่ยังอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ ปัจจัยการเลือกตั้งในสหรัฐฯ จะเป็นตัวชี้วัดทิศทางเศรษฐกิจโลกในระยะข้างหน้า
โดยภาคเอกชนหวังว่าจะไม่มีความขัดแย้งลุกลามรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและห่วงโซ่อุปทานพลังงาน ทั้งนี้กกร.สะท้อนความห่วงใยต่อโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีลักษณะเป็นรูปตัว K (K-Shape) มากขึ้น โดยแม้ว่าดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ในช่วง 9 เดือนแรกของปีจะเติบโตถึง 2.6% โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ (K ขาบน) ที่เติบโตสูงถึง 18.9% สอดคล้องกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) แต่เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวมีสัดส่วนการใช้วัตถุดิบนำเข้าสูงถึง
60% จึงส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจภายในประเทศและห่วงโซ่อุปทานในประเทศค่อนข้างน้อย ในทางตรงกันข้าม กลุ่ม K ขาล่างและภาคแรงงานภายในประเทศต้องเผชิญกับกำลังซื้อที่อ่อนแอและอัตราเงินเฟ้อ กกร. จึงเน้นย้ำว่า ภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมมือกันผลักดันให้กลุ่ม K ขาบนเข้ามาสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในประเทศไทยให้มากขึ้น เพื่อให้เกิดการจ้างงาน การใช้วัตถุดิบในประเทศ และการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการ SME ไทย พร้อมทั้งสนับสนุนให้แรงงานใน
K ขาล่างได้รับการพัฒนาทักษะ (Upskill) เพื่อก้าวเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ทั้งนี้ กกร. ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจ (GDP) ปีนี้เติบโตในกรอบ 2.4–2.6% และคาดการณ์เงินเฟ้อ 2.1–2.5% คุณพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กกร. ได้สนับสนุนมาตรการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับยานยนต์ ได้แก่ รถยนต์ไฟฟ้ารวมถึงยานยนต์ประเภทต่างๆ (BEV, HEV, PHEV และ ICE) ซึ่งทำให้รถยนต์ในกลุ่ม
CBU เติบโตขึ้นถึง 35% มาตรการดังกล่าวถือเป็นกลไกเชิงนโยบายที่ช่วยสนับสนุนภาคการผลิตและการลงทุนในประเทศ ฟื้นฟูอุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งเป็นเสาหลักที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 10% ของ GDP พร้อมทั้งช่วยรักษาระดับการจ้างงานกว่า 800,000 คน และสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานของ SME กว่า 3,000 ราย นอกจากนี้ กกร. ยังแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อปัญหาอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยเรียกร้องให้ภาครัฐและกระทรวงอุตสาหกรรม
เข้มงวดในการตรวจสอบและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย การหลีกเลี่ยงภาษี และการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด รวมถึงการสั่งปิดโรงงานหรือเพิกถอนใบอนุญาตผู้กระทำผิด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและธรรมาภิบาลให้กับภาคการผลิตของไทยในระยะยาว

อ่านข่าวต้นฉบับ: siamrath

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยBecome Part of The Federation of Thai Industries

กกร. ประเมินเศรษฐกิจโลกเสี่ยงสูง-หั่นจีดีพีปีนี้เหลือ 2.4-2.6% พร้อมจี้รัฐเร่งเชื่อม K-Shape และสกัดสินค้าเถื่อนอุ้ม SME ไทย | Economic Watch | ส.อ.ท. | ส.อ.ท. FTI