ก่อนเริ่มการประชุม มีการประชาสัมพันธ์กิจกรรมและหลักสูตรสำคัญของ ส.อ.ท. เพื่อส่งเสริมศักยภาพสมาชิกและผู้ประกอบการ ประกอบด้วย
- กิจกรรม “อวดอุตสาหกรรมไทย” เปิดพื้นที่ให้สมาชิกนำเสนอศักยภาพธุรกิจและนวัตกรรม
- หลักสูตรวิทยาการอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (วอท.รุ่นที่ 4) ภายใต้แนวคิด Reinvent ธุรกิจด้วย 5PX Framework เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้นำภาคอุตสาหกรรม
- โครงการศึกษาดูงานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ณ กรุงไทเป ประเทศไต้หวัน เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย
ในการประชุม กส. ครั้งนี้ ได้มีการนำเสนอวาระสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรม อาทิ
1. ประธาน ส.อ.ท. และคณะผู้บริหาร ได้เข้าถวายสักการะพระรูปและลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ทั้งนี้ ส.อ.ท. อยู่ระหว่างประสานการเข้าร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระกุศลสวดพระอภิธรรมพระศพฯ ในช่วงเดือนตุลาคม 2569
2. ประธาน ส.อ.ท. และคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. ได้เข้าพบหารือร่วมกับ ศาสตราจารย์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 เพื่อผลักดันความร่วมมือยกระดับขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมไทย โดยนำเสนอแนวทางความร่วมมือ 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.กองทุนเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (The New Chapter of Thai Industry Fund) 2. การรับถ่ายทอดเทคโนโลยีสำคัญจากต่างประเทศ (In-Licensing Strategic Technology) 3. การเพิ่มผลิตภาพอุตสาหกรรมไทยด้วยอุตสาหกรรม 4.0 (Improving Productivity with Industry 4.0) และ 4. การพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงเพื่อภาคอุตสาหกรรม (Human Capital Development)
3. ประธาน ส.อ.ท. และคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. ลงพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย 5I ร่วมกับสมาชิกในพื้นที่ พร้อมผลักดัน Creative City ส่งเสริม Circular Economy พัฒนาสินค้า GI และยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน
4. ในที่ประชุม ได้มีการอนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอรับรองและออกเครื่องหมายสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย Made in Thailand (MiT) วาระปี 2569-2571 เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงาน Made in Thailand ให้เป็นไปตามข้อบังคับ ส.อ.ท. โดยมีหน้าที่กำกับดูแลการรับรองเครื่องหมาย MiT ผลักดันการใช้สินค้าไทย เสริมสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน และยกระดับมาตรฐานสินค้าไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย
5. ที่ประชุมรับรองสมาชิกประจำเดือนมิถุนายน 2569 โดยมีสมาชิกสมัครใหม่ 51 ราย ลาออก 57 ราย ส่งผลให้สมาชิกสุทธิลดลง 6 ราย ขณะที่สมาชิกสะสม ณ วันที่ 18 มิถุนายน 2569 มีจำนวน 16,707 ราย เพิ่มขึ้น 640 รายจากสิ้นปี 2568
6. ที่ประชุมรับรองผลการดำเนินงานงบรายได้และค่าใช้จ่าย ส.อ.ท. ประจำเดือนพฤษภาคม 2569 โดยในช่วงเดือนมกราคม–พฤษภาคม 2569 มีรายได้ 155.51 ล้านบาท ค่าใช้จ่าย 128.51 ล้านบาท ส่งผลให้มีรายได้สูงกว่าค่าใช้จ่าย (กำไรสุทธิ) 27.00 ล้านบาท
7. รายงานความคืบหน้าการขับเคลื่อน Agenda สำคัญ ตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ครอบคลุมการส่งเสริมแหล่งทุนและแก้ปัญหา SMEs การพัฒนาโครงข่าย Missing Link ชุมพร–ระนอง การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน การขับเคลื่อนข้อเสนอผ่านเวที กรอ. การส่งเสริมสินค้า Made in Thailand (MiT) การปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบ รวมถึงการยกระดับการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย
8. เร่งผลักดันการแก้ไขปัญหาการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว หลังระบบนัดหมายจัดทำ Smart Card ในพื้นที่กรุงเทพฯ มีคิวเต็มต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม โดยได้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 เพื่อขอเร่งรัดการแก้ไขปัญหาโดยด่วน
9. เชิญชวนนายจ้างทั่วประเทศร่วมลงทะเบียนและใช้สิทธิเลือกตั้งกรรมการประกันสังคม ปี 2569 ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 27 กันยายน 2569 พร้อมส่งผู้แทนฝ่ายนายจ้างเข้ารับสมัครเลือกตั้งเป็นกรรมการประกันสังคม จำนวน 2 ราย ได้แก่ นายนำชัย เอกพัฒนพานิชย์ กรรมการบริหาร ส.อ.ท. และ นายสุรจิต วงศ์กังแห เพื่อเป็นผู้แทนฝ่ายนายจ้างในการร่วมกำหนดนโยบายและทิศทางการบริหารกองทุนประกันสังคม รวมถึงการพัฒนาสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตน
10. ส.อ.ท. แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ 3 คณะ ได้แก่ คณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเข้มแข็ง คณะกรรมการปฏิรูปโครงสร้างและการบริหาร ส.อ.ท. และคณะกรรมการจัดหาสำนักงานแห่งใหม่ของ ส.อ.ท. พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยเพื่อความโปร่งใส เพื่อขับเคลื่อนการบริหารองค์กรให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และรองรับการพัฒนาองค์กรในระยะยาว












