วันพุธที่ 3 ธันวาคม 2568 นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เป็นประธานการแถลงข่าว คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยมี นายกอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการ สมาคมธนาคารไทย และนายธวัชชัย เศรษฐจินดา กรรมการเลขาธิการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมในการแถลงข่าว ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
เศรษฐกิจโลกในปี 2569 มีทิศทางชะลอตัวลง โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนที่อยู่ในภาวะ over supply ปัจจัยหลักจากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ ส่งผลให้จีนต้องปรับกลยุทธ์หันมาพึ่งพาภาคการส่งออกมากขึ้นเพื่อประคองเศรษฐกิจ เป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ
5 ปี ซึ่งจะส่งผลสืบเนื่องให้ธุรกิจไทยต้องเผชิญการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้น
อุทกภัยในภาคใต้ ส่งผลต่อชีวิตและทรัพย์สินของครัวเรือนและธุรกิจอย่างมาก บางพื้นที่เป็นสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง
(ระดับ 4) เทียบเคียงกับเหตุการณ์สึนามิในปี 2547 สร้างความเสียหายนับแสนล้านบาทที่จำเป็นต้องซ่อมแซมฟื้นฟู
และยังส่งผลกระทบต่อรายได้ โดยในช่วงเดือน ธ.ค. 2568 สูญเสียรายได้ราว 2-3 หมื่นล้านบาท
หรือ 0.1% ถึง 0.2% ของ GDP ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยทั้งปีขยายตัวได้เพียง 2.0% สำหรับในปี
2569 ประเมินผลกระทบต่อรายได้ราว 9 หมื่นล้านบาท
เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 1.6 ถึง 2.0% โดยมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ยังไม่แน่นอน การแข่งขันจากสินค้านำเข้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งกระทบภาคการผลิต การจ้างงาน
และกำลังซื้อในประเทศ ดังนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการแก้ปัญหาระยะสั้น
โดยเฉพาะการฟื้นฟูจากอุทกภัย ควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจผ่าน Reinvent Thailand เพื่อยกระดับศักยภาพของธุรกิจ สร้างความแข็งแกร่งตลอด Supply Chain
ด้วยหลักคิด “พี่ช่วยน้อง” รวมถึงส่งเสริมการใช้ Local
content และสินค้า Made in Thailand ผ่านกลไกต่างๆ
อาทิ มาตรการภาษี การสนับสนุนเงินทุน และการให้แต้มต่อผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการสนับสนุนของรัฐบาลที่ล่าสุด ครม.มีมติเห็นชอบออกมาตรการ “Quick
Big Win” เพื่อ SMEs ไทย
กรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 2568-2569 ของ กกร.
ปี 2568(ณ ส.ค.- ต.ค. 68)
GDP 1.8 ถึง 2.2
ส่งออก 2.0 ถึง 3.0
เงินเฟ้อ 0.5 ถึง 1.0
ปี 2568(ณ พ.ย.68)
GDP 1.8 ถึง 2.2
ส่งออก 9.5 ถึง 10.5
เงินเฟ้อ -0.1 ถึง 0.1
ปี 2568(ณ ธ.ค. 68)
GDP 2.0
ส่งออก 10.0
เงินเฟ้อ 0.0
ปี 2569(ณ ธ.ค. 68)
GDP 1.6 ถึง 2.0
ส่งออก -1.5 ถึง -0.5
เงินเฟ้อ 0.2 ถึง 0.7
กกร.ตระหนักถึงความเดือดร้อนของผู้ประสบอุทกภัยในภาคใต้
ที่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นวงกว้าง จึงเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ครอบคลุมการลงพื้นที่มอบถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น
การช่วยเหลือผู้ป่วยในพื้นที่ การลดภาระทางการเงินให้กับประชาชนและผู้ประกอบกิจการ
รวมถึงมาตรการฟื้นฟูที่อยู่อาศัย โรงงาน และสถานประกอบการให้กลับสู่ภาวะปกติได้โดยเร็วที่สุด
โดย กกร. ได้ให้ความช่วยเหลือ ประชาชนที่ประสบอุทกภัย อาทิ สมาคมธนาคารไทยร่วมกับธนาคารสมาชิกได้บริจาคเงินช่วยเหลือผ่านสภากาชาดไทยจำนวน
50 ล้านบาท ซึ่งได้ทูลเกล้าฯ ถวายแด่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารีอุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย,
สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มอบเงินบริจาคและสิ่งของมูลค่า 7.8 ล้านบาท และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยดำเนินโครงการ “พี่ช่วยน้องอุตสาหกรรมไทย”
เพื่อเร่งฟื้นฟูให้โรงงานสามารถกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติ
ทั้งการส่งผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาในการซ่อมแซมเครื่องจักรและอุปกรณ์ การรับบริจาคอุปกรณ์ช่วยผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ
รวมถึงการมอบส่วนลดสินค้าราคาพิเศษ ทั้งนี้ กกร.สนับสนุนการบริหารจัดการภัยพิบัติให้เป็นวาระแห่งชาติเพื่อวางแนวทางป้องกันและรับมือภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทั้งมาตรการระยะสั้นระยะกลางและระยะยาว
กกร.ให้ความสำคัญต่อการลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการและเสริมความสามารถการแข่งขันของภาคธุรกิจโดยเห็นชอบมติ ครม. ปรับปรุงหลักเกณฑ์การวางหลักประกันของนายจ้างในการนำคนต่างด้าวมาทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
จากเดิมที่กฎกระทรวงปี 2564 กำหนดให้นายจ้างต้องวางหลักประกัน 1,000 บาทต่อคนต่างด้าว
1 คน ซึ่งสร้างภาระต้นทุนในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน จึงได้ปรับเป็นระบบอัตราหลักประกันแบบขั้นบันไดตามจำนวนแรงงาน
เพื่อช่วยลดภาระผู้ประกอบการรายเล็ก เปิดโอกาสให้นำเงินหลักประกันส่วนที่ได้รับคืนมาเสริมสภาพคล่องของกิจการ
ขณะเดียวกันยังคงหลักเกณฑ์ความรับผิดชอบของนายจ้างต่อค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น
กกร. และเครือข่าย Zero Corruption ประเมินว่าการแก้ปัญหาทุจริตของไทยจำเป็นต้อง
“ยกระดับกลไกเชิงระบบ” มากกว่าเพียงมาตรการรณรงค์ จึงเสนอกรอบขับเคลื่อน
6 ด้านที่เน้นการปฏิรูปทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ และโครงสร้างข้อมูลของประเทศ ได้แก่
1) การปลูกฝังจิตสำนึก 2) นโยบายต่อต้านการทุจริต
3) ระบบบริหารความเสี่ยง 4)เทคโนโลยี 5)
การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ และ 6) แนวทางการร้องเรียนและคุ้มครองผู้เปิดเผยข้อมูล
พร้อมเปิดแผนปฏิบัติการ (Action Plan) รายไตรมาสที่มุ่งผลลัพธ์จับต้องได้
ได้แก่ การประกาศเจตนารมณ์ “เอกชนฮั้วไม่จ่ายใต้โต๊ะ” และเร่งให้ธุรกิจเข้าร่วม CAC
เพื่อสร้างมาตรฐานต่อต้านสินบนในระดับอุตสาหกรรม การใช้ฐานข้อมูล ACT
Ai ตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ การสำรวจค่าสินบนใบอนุญาตในหน่วยงานรัฐและเปิดเผย
“10 สินบนที่ไม่ยอมทน” เพื่อผลักดันใบอนุญาตโปร่งใส การจัดเวทีความรู้สกัดทุนเทา–บัญชีม้า
การรณรงค์ “เรียกรับ–เราร้อง” ผ่าน Corruption Watch เพื่อให้ประชาชนแจ้งเหตุได้อย่างปลอดภัย
รวมถึงการผลักดันกฎหมายเร่งด่วนด้านการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐตามมาตรฐาน OECD และ OGP ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกวางเป็นข้อเสนอสำคัญต่อรัฐบาล
โดยมุ่งเปลี่ยนระบบกำกับดูแลประเทศให้ตรวจสอบได้มากขึ้น ลดต้นทุนคอร์รัปชันของภาคธุรกิจ
และสร้างความโปร่งใสอย่างยั่งยืนในระยะยาว
กกร. ขอขอบคุณรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงพลังงานและคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ
(กพช.) ที่ให้ความสำคัญและเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนในประเด็นที่เกี่ยวกับโครงสร้างราคาพลังงานและมีมติ กพช.
เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 68 ให้ภาคอุตสาหกรรมคงการใช้โครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติที่อ้างอิง
Pool gas ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนแสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
และบรรเทาภาระให้กับทั้งภาคเอกชนและประชาชน ทั้งนี้ กกร. พร้อมร่วมกันวางแผนและกำหนดนโยบายพลังงานของประเทศให้มีความมั่นคงยั่งยืน และเป็นธรรมอย่างสมดุล
แถลงข่าวโดย
คุณเกรียงไกร เธียรนุกุล : ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
คุณกอบศักดิ์ ดวงดี : เลขาธิการ สมาคมธนาคารไทย
คุณธวัชชัย เศรษฐจินดา : กรรมการเลขาธิการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
On Wednesday, December 3, 2025, Mr. Kriangkrai Thiennukul, Chairman of the Federation of Thai Industries (FTI), presided over a press conference held by the Joint Business Committee of Three Institutions (JBC), with Mr. Kobkarn Duangdee, Secretary-General of the Thai Bankers' Association, and Mr. Thawatchai Setthajinda, Secretary-General of the Thai Chamber of Commerce, participating in the event at the Queen Sirikit National Convention Center.
The global economy in 2026 is projected to slow down, particularly the Chinese economy which is experiencing over-supply conditions. The primary factor is weak domestic demand, which has led China to adjust its strategy to rely more on exports to sustain its economy, in accordance with the national economic and social development plan for the 5-year period. This will consequently result in increased competition for Thai businesses.
The flooding in the southern region has significantly impacted the lives and properties of households and businesses, with some areas facing severe public disaster classified as Level 4, comparable to the tsunami incident in 2004. This has caused damage amounting to hundreds of billions of baht that need to be repaired and rehabilitated, further affecting income. In December 2025 alone, it is estimated that a loss of around 20-30 billion baht, or 0.1% to 0.2% of GDP, occurred, leading to an overall economic growth projection of only 2.0% for Thailand. For 2026, the income impact is estimated at around 90 billion baht.
The Thai economy in 2026 is projected to grow at a rate of 1.6% to 2.0%, influenced by uncertain U.S. tax measures and increased competition from imported goods, which is affecting the manufacturing sector, employment, and domestic purchasing power. Therefore, it is essential to foster cooperation between the government and the private sector to address short-term issues, particularly those arising from the flooding, while also restructuring the economy through the Reinvent Thailand initiative to enhance business capabilities and strengthen the entire supply chain using the principle of “big brothers assisting younger siblings.” This includes promoting the use of local content and ‘Made in Thailand’ products through various mechanisms such as tax measures, fund support, and advantages in government procurement, aligning with the government's recent resolution to approve the












